 |
|
|
|
0
บทศูนย์ จิตราผึ้ง
เอ๊ะ พี่ชายของเธอกำลังทำอะไร
จิตราอุทานด้วยความสงสัย เมื่อเธอชะโงกหน้าออกมาจากบานหน้าต่าง แล้วมองไปที่หน้าต่างห้องด้านข้าง
ไม่รู้ซิ ผึ้งตอบ พลางชะโงกหน้าออกมาดูบ้าง ในมือของเธอยังถือถุงขนม
นั่นเคยเป็นห้องนอนของพี่ชายเธอไม่ใช่หรือ ทำไมกลายเป็นห้องเรียนไปแล้วละ และเขากำลังทำอะไรอยู่ เดินไปเดินมาอยู่คนเดียวในห้อง
ไม่รู้เหมือนกันแฮะ ฉันรู้แต่ว่าเมื่อสามเดือนก่อน เขานึกอะไรขึ้นมาไม่รู้ ออกไปซื้อกระดานดำแผ่นใหญ่ กับโต๊ะเก้าอี้สำหรับห้องเรียนมาแปดชุด มาเรียงกันจนเต็มห้อง แล้วใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในนั้น
คนเดียวหรือ จิตราอุทาน
ผึ้งพยักหน้า แล้วกล่าวเสริม ด้วยท่าทีไม่สนใจ ตรงข้ามกับท่าทีของจิตรา
ปกติห้องของพี่เขาก็เรียบง่ายมากอยู่แล้ว แต่คราวนี้เขายกเอาของอย่างอื่นออกไปหมดเลย จนกลายเป็นห้องเรียนสมบูรณ์แบบ เขานอนในนั้นด้วยนะ พี่เขาชอบเล่น อีกสักพักเขาคงเบื่อ แล้วหันไปเล่นอย่างอื่น
จิตราขยับปากจะพูด แต่แล้วดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอจึงตัดสินใจหยุดไว้ แม้จิตราจะเป็นคนใจร้อน แต่เธอรู้สึกตัวว่า การไปว่าพี่ชายของเพื่อน ในบ้านของเขาเอง ดูจะเป็นเรื่องไม่เหมาะ เธอแก้เก้อด้วยการหันไปทางอื่น
ในตอนนั้น เธอไม่ทันเห็นรอยยิ้มในดวงตาของผึ้ง
๑ การปรากฏตัวของผีเสื้อ
เช้าวันนี้ มีนักเรียนมาโรงเรียนสามคน คือ ลม หญิงสาวอายุ ๒๐ ปี ดิน เด็กสาวอายุ ๑๕ ปี และภูเขา เด็กผู้ชายอายุ ๑๓ ปี กลุ่มนี้เป็นกลุ่มนั่งหลัง มักไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ เป็นกลุ่มที่เงียบน้อยที่สุดในห้อง บางครั้งพวกเขาจะมานั่งคุยกัน ส่งเสียงราวกับนกกระจิบ
ภายในห้องเรียน มีโต๊ะเก้าอี้แปดชุด เรียงเป็นสองแถว แถวละสี่ มีหน้าต่างแปดบาน อยู่ด้านซ้ายมือ ด้านขวามีประตูสองบาน
วันนี้ พวกเรามาเล่นเกมสมมุติกันดีกว่า
ลมเริ่มก่อน
สมมุติว่า พระผู้เป็นเจ้าให้พรพวกเราอะไรก็ได้หนึ่งข้อ เกี่ยวกับตัวเอง เธอจะเอาอะไรดี
ดินทำท่าอึดอัด เพราะลมจ้องมองมาทางเธอ กลุ่มนี้ยอมรับลมเป็นหัวหน้า ไม่เพียงเพราะเธออายุมากที่สุด แต่เพราะเธอมีพลังงานมากที่สุด เธอมักหากิจกรรมมาทำเสมอ
ฉันจะขอเข้าสู่นิพพาน
ในที่สุด หลังจากการครุ่นคิด ดินตอบ
ทั้งลมและภูเขาพากันหัวเราะ มันเป็นคำตอบที่คาดไม่ถึง
คบกันมาตั้งนาน วันนี้เพิ่งรู้ว่าเธอเป็นพุทธแท้
ลมแหย่
ทำไมเธอเลือกนิพพานล่ะ
ไม่รู้ซิ ดินตอบ
คงเป็นเพราะฉันคิดว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ ฉันไม่อยากเกิดอีก อีกอย่างนะ ตามหลังพระพุทธเจ้า ปลอดภัยดี
แล้วเธอล่ะ ลมหันไปทางภูเขา
ผมขอให้ชาวโลกมีแต่ความสงบสุข
ภูเขาตอบ เขามักพูดจาไพเราะเสมอ
ไม่ได้หรอก ต้องขอให้ตัวเองเท่านั้น ห้ามขอให้คนอื่น
ลมแย้ง ภูเขานิ่งเงียบไปนาน เขาคิดอะไรไม่ออกจริงๆ
ไม่รู้ครับ คิดไม่ออก
ความแปลกของภูเขาคือ เขามักคิดถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ เมื่อต้องคิดถึงตัวเอง เขารู้สึกสับสน และเขินอาย
ลมพยักหน้าอย่างยอมรับ
แล้วเธอล่ะ
ดินหันมาถามลมบ้าง เธอและภูเขาต่างมองลมด้วยความอยากรู้
ฉันขอให้วิ่งได้รวดเร็วดั่งสายลม
ลมตอบพร้อมกับหัวเราะ ลมไม่ใช่ผู้หญิงที่สวยอะไร แต่เธอมีเสน่ห์ เธอเป็นใครคนหนึ่งที่มีพลังงานแผ่ออกมาข้างนอกอยู่ตลอดเวลา ทำให้คนที่อยู่ใกล้มีความสุข รู้สึกการมีชีวิตเป็นสิ่งที่มีความหมาย
ฉันคิดว่า การวิ่งด้วยความเร็วดั่งสายลม โดยตัวมันเอง เป็นความสุขอย่างหนึ่ง ที่ไม่มีสิ่งใดมาแทนที่ได้ มันเป็นสิ่งเรียบง่ายทางกายภาพ ไม่ใช่ความคิด ไม่อาจแสวงหา ไม่อาจทดแทน
เธอตั้งคำถามบ้างซิ
ลมหันมาพูดกับดิน
งั้นมาสมมุติกันว่า หากเลือกเกิดเป็นสัตว์อะไรก็ได้ เธอจะเป็นอะไร
ฉันขอเกิดเป็นลิงอุรังอุตังตัวผู้
ลมตอบแบบไม่ต้องคิด เปิดรอยยิ้มกว้าง แววตาซุกซน
ต้องตัวผู้ด้วยหรือ ทำไม
ภูเขาถามด้วยความแปลกใจ
ไม่รู้เหมือนกัน เวลาจ้องมองใบหน้าของลิงอุรังอุตังตัวผู้ ฉันรู้สึกมันมีใบหน้ากึ่งโง่กึ่งฉลาด เวลาจ้องมองใบหน้าของมันนานๆ หัวใจของฉันสลาย
ลมตอบอย่างร่าเริง ทั้งดินและภูเขาต่างหัวเราะ
เธอล่ะ ดินหันมาถามภูเขา
ผมจะขอเกิดเป็นเต่า ภูเขาตอบบ้าง
ผมชอบความเชื่องช้าของเต่า เวลามันเดินจากหน้าห้องไปหลังห้อง เป็นห้วงเวลายาวนาน ที่สง่างามและมีความหมาย ผมชอบกาลเวลาของเต่า
แล้วเธอละ
ลมถามดิน เจ้าของสมมุติ
ฉันจะขอเกิดเป็นผีเสื้อ หรือแมลงอะไรก็ได้ที่มีชีวิตเพียงวันเดียว
เธอตั้งใจจะดักคอภูเขาแน่เลย ลมล้อ
เปล่าเลย ดินปฏิเสธ
ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ฉันคิดว่าสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาเพียงวันเดียว มันเป็นห้วงเวลาที่น่าตื่นเต้น และมีความหมายอย่างที่สุด แต่ละวินาที คือการเรียนรู้ การหาประสบการณ์ มันคงเต็มไปด้วยความสนุกสนาน แม้ห้วงเวลาจะสั้น แต่ความรู้สึกกลับประทับใจ พวกเรามีชีวิตยาวนานเกินไป ความงดงามในชีวิตของพวกเราจึงลดน้อยลง โดยที่พวกเราไม่รู้สึกตัว
ในวินาทีนั้น มีผีเสื้อตัวหนึ่งบินเข้ามาในห้อง มันเข้ามาทางบานหน้าต่างซ้ายมือ บินเผยิบผยาบลอยตัวเล่นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็บินออกไปทางประตูขวามือ อย่างไร้เดียงสา การปรากฏตัวขึ้นนี้ ทำให้พวกเขาสามคนตกอยู่ในความเงียบ
๒ น้ำ
เวลาบ่าย บึง เด็กผู้หญิงอายุ ๑๐ ปี และน้ำ เด็กหนุ่มอายุ ๑๘ ปี
บึงกำลังกระโดดเชือก เล่นอยู่คนเดียวในระเบียงข้างนอก
ในห้องมีน้ำ นั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียว ในโต๊ะตัวที่สองจากซ้าย แถวหลัง
บนโต๊ะตัวที่สองจากซ้าย แถวหน้า มีกระเป๋านักเรียนของบึง กับหนังสือการ์ตูนเต็มกระเป๋า มีขนมปะปนกับตุ๊กตาตัวเล็กๆอีกหลายตัว
สักครู่ น้ำก็ปิดหนังสือลง แล้วเขาก็หลับตา
ฉันแปลกใจในตัวบึง เธอตัวเล็กที่สุดในห้อง อายุน้อยที่สุด แต่เธอก็ดูเข้ากับห้องเรียนนี้ได้ดี ไม่ทุกข์ร้อนอะไร เธอไม่ได้ขยันกว่าคนอื่น หรือขี้เกียจกว่าคนอื่น มาๆหายๆ และสนุกกับชีวิตนักเรียนที่เกือบไม่มีเพื่อนเลย เธอทนสภาพอย่างนี้ได้อย่างไร
ฉันรู้ว่าฉันมีชีวิตที่แห้งแล้งกว่าคนอื่น เพราะฉันใช้ชีวิตเหมือนนาฬิกา ในแง่ของชีวิตฉันเหมือนตุ๊กตาไขลาน ทุกอย่างมีระเบียบ ตายตัว แต่หากจะว่าไป ฉันไม่หื่นกระหายในชีวิต เพราะฉัน
หื่นกระหายในความคิด ฉันไม่ต้องการใช้ความคิดกับสิ่งไร้สาระประจำวัน เช่นวันนี้จะกินอะไร แต่งตัวอย่างไร ไปไหน ฯลฯ ฉันจึงเลือกใช้ชีวิตที่ตายตัว
ตอนเที่ยงฉันจะกินอาหารแบบเดียวกันทุกวัน ในที่นั่งเดิม แน่ละ นอกจากนานๆครั้งที่มีความจำเป็น บางครั้งฉันพบว่าร้านอาหารในซอยเงียบนั้น ที่นั่งประจำของฉันถูกคนอื่นนั่งไปแล้ว ฉันจำเป็นต้องนั่งที่อื่น แต่ฉันก็สั่งข้าวหมูแดงหนึ่งจาน น้ำส้มไบร์เล่ย์หนึ่งขวดเหมือนเดิมทุกวัน ฉันคิดว่ามันอร่อยไม่แพ้อาหารอย่างอื่น และไม่มีความจำเป็นที่ฉันต้องคิดว่าวันนี้จะกินอะไรดี
ฉันพบว่าชีวิตที่นิ่งเรียบ ซ้ำซาก เหมือนหนึ่งไม่มีชีวิตนี้ ในทางความคิดกลับมีพลังมหาศาล มีการครุ่นคิดอย่างละเอียด และต่อเนื่อง มันเป็นกฎง่ายๆ ฉันมีเวลาคิดมากกว่าคนอื่น ไม่ถูกสิ่งไร้สาระใดมารบกวน
นามธรรมใหญ่สุดปรากฏรูปนั้น คือปัจจุบัน ฉันพบว่าสิ่งที่เป็นความจริง สวยงามที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด รวมตัวอยู่ในขณะนี้ อดีตและอนาคตล้วนรวมตัวอยู่ในนี้ มันเพียงมีรายละเอียดอีกเล็กน้อยที่ฉันต้องตรวจสอบ
รูปธรรมใหญ่สุดปรากฏนาม คือตรรกะ นี้เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง ความมหัศจรรย์ของตรรกะไม่ได้อยู่ที่ความจริง ไม่ได้อยู่ที่ความถูกผิด สำหรับฉัน ตรรกะมีชีวิตของมันเอง เป็นตัวมันเอง มีพลังไร้ที่สิ้นสุด มีออเดอร์ไร้ขอบเขต เพียงแค่สามออเดอร์เท่านั้น มันก็ข้ามความจริง เพียงแค่สี่ออเดอร์เท่านั้น มันก็มีพลังงานมากกว่าเอกภพ
ใครคนหนึ่งเคยบอกว่า ไม่มีใครสามารถเดินข้ามห้องเรียนนี้ได้ นี้เป็นถ้อยคำที่ไม่จริงอย่างที่สุด เหมือน Zeno ที่เคยพูดว่า ไม่มีใครสามารถวิ่งเอาชนะเต่าตัวหนึ่งได้ ความประหลาดล้ำของมันอยู่ที่ความเป็นตรรกะ ไม่ได้อยู่ที่ความถูกผิด ฉันนั่งครุ่นคิดอยู่อย่างนี้อย่างยาวนาน ทำไมฉันไม่สามารถเดินข้ามห้องเรียนนี้ได้ เปล่าหรอก ฉันไม่ได้ครุ่นคิดว่าทำไมฉันไม่สามารถเดินข้ามห้องเรียนนี้ได้ ฉันไม่โง่ขนาดนั้น แต่ฉันกำลังครุ่นคิดว่าตรรกะใดสร้างประโยคอย่างนี้ขึ้นมา มันมีโครงสร้างอะไร และทำไมมันจึงมีกำลังสนามกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด
อย่างยาวนาน ที่ฉันพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับประโยคทีละประโยค โครงสร้างทีละโครงสร้าง ฉันไม่อยากแม้แต่จะหายใจ ฉันกลัวจะเสียพลังงานทางความคิดของฉันออกไป
เสียงกระโดดเชือกของบึง เป็นเพียงหนึ่งเดียวที่ดึงน้ำกลับเข้ามาในห้องนี้ เขาลืมตาขึ้น
สาเหตุสำคัญที่ฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับชีวิตมากนัก เพราะทุกสิ่งที่ได้รับ มันมากมายเกินกว่าที่ฉันจะรับได้ ความรู้สึกของฉันท่วมท้น ชีวิตเพียงแค่นิดเดียวก็เพียงพอ ฉันอิ่มชีวิตเหลือเกิน อิ่มไปเนิ่นยาวนานหลายชาติภพ ใครจะคิดว่าคนที่มีรูปแบบชีวิตนาฬิกาอย่างฉัน จะท่วมท้นด้วยความรู้สึก
ฉันรักบึง ฉันไม่คิดว่า จะพบใครที่เป็นผู้หญิงที่สวยงาม ลึกซึ้งเหมือนเธอ คนอื่นอาจไม่เห็นด้วย คนอื่นอาจมองไม่เห็น แต่นั่นไม่สำคัญ ใบหน้าไร้เดียงสา ขี้อายของเธอ ดวงตาสดใส เบิกบาน และความลึกไร้ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณของเธอ
ฉันจะพบเธอก็เพียงบังเอิญ เพียงบางครั้งในห้องเรียนนี้ เพราะความเป็นนาฬิกาของฉัน ทำให้ฉันมาเรียนเพียงวันจันทร์วันเดียวเท่านั้น ไม่ว่าฉันจะรักห้องเรียนนี้เพียงไหน ฉันไม่กล้ามามากกว่าหนึ่งวันในหนึ่งสัปดาห์ คงเป็นเพราะฉันกลัว ว่าอายุการเรียนของฉันจะสั้นลง
เมื่อฉันกินอาหาร ฉันจะคอยระวังความเหมาะสมของขนาดอยู่เสมอ ฉันพบว่าปริมาณของอาหารที่มากเกินไปนิด มีผลร้ายต่อร่างกายและจิตใจ ทุกวันพุธ ตอนเย็น ฉันไปซื้อข้าวเหนียวสังขยาที่ร้านของคุณยายที่ปากซอยบ้านของฉัน นอกจากรสชาติที่อร่อยกว่าร้านทั่วไปแล้ว แกยังห่อได้ขนาดพอดี ฉันมีความสุขกับการกินขนมห่อนี้เสมอ แต่บางครั้ง ด้วยความใจดี แกจะหยิบให้ฉันมากเป็นพิเศษ คงเป็นเพราะแกเอ็นดูความเรียบร้อยของฉัน แต่มันกลับเป็นขนาดที่นำมาซึ่งความทุกข์ ฉันรู้สึกอย่างแรงกล้าทันทีว่ามันมากเกินไป ร่างกายของฉันไม่ต้องการ แต่ก็ไม่กล้าทิ้ง เพราะฉันรู้สึกถึงความมีน้ำใจของแก ท้ายที่สุด ฉันก็ต้องกินเข้าไป มันเป็นความทุกข์ที่ฉันจำเป็นต้องกลืนเข้าไป
ขนาดที่มากเกินไปนิดนี้ ไม่อาจทำอันตรายร่างกายของฉันได้หรอก แต่ความรู้ตัวที่แหลมคมนี้ต่างหาก ที่มันทิ่มแทงจิตใจของฉัน ทำไมฉันจึงมีความรู้สึกตัวอย่างแรงกล้า กับอนุภาคเล็กนิดเดียวนี้
ความรักในตัวบึง ทำให้ฉันปวดร้าว เพราะฉันต้องควบคุมมันให้เป็นปัจจุบัน สัมพันธภาพของเรา ไม่ใช่การมาเป็นคู่ชีวิต นั่นมีความหมายน้อยเหลือเกิน สัมพันธภาพของเรา คือสิ่งที่เห็นขณะนี้ สมบูรณ์สุดในวินาทีนี้ เราเป็นเพื่อนนักเรียนในห้องเรียนเดียวกัน ในห้วงเวลาจำกัด ในห้องเรียนสงบเงียบห้องหนึ่ง
ฉันไม่กล้ามองเธอมากกว่าปกติ ฉันไม่กล้าพูดกับเธอมากกว่าปกติ ฉันรู้สึกเสมอว่า อะไรที่มากกว่าปกติ เป็นสิ่งไม่จำเป็น ห้องเรียนแห่งนี้เพียงพอแล้ว การมีอยู่ของเธอเพียงพอแล้ว การมีอยู่ของฉันเพียงพอแล้ว ความเป็นปัจจุบันเพียงพอแล้ว
หนึ่งชีวิตนี้ ฉันไม่สามารถเดินข้ามห้องเรียนนี้ได้
หนึ่งชีวิตนี้ กาลเวลาแห่งเอกภพตั้งแต่เกิดจนดับ ไม่อาจมากกว่าเสี้ยวเวลาเล็กๆ ที่ฉันอยู่กับบึง อย่างเป็นธรรมดาและปกติในห้องนี้
ฉันนั่งอ่านหนังสือปรัชญาในห้องนี้อย่างสงบ ดูเหมือนธรรมดา แต่นอกห้องเรียนนี้ ฉันไม่มีเวลา
บึงวิ่งเข้ามาในห้อง เธอเก็บข้าวของของเธอใส่กระเป๋า และเตรียมตัวจะกลับบ้าน ก่อนที่เธอจะเดินออกไป เธอยื่นท๊อฟฟี่เข้ามาในมือของน้ำหนึ่งเม็ด ด้วยท่าทางอายๆ แล้ววิ่งตื๋อออกไป น้ำกุมท๊อฟฟี่เม็ดนั้นไว้ในมือ แล้วยิ้ม วูบหนึ่งแววตาของเขาเป็นประกาย เขารู้ว่า เขาไม่เคยชอบกินของอย่างนี้เลย
น้ำค่อยๆคลี่ท๊อฟฟี่เม็ดนั้นออกมา แล้วหยิบขึ้นมาอมไว้ในปาก
๓ ฟ้า
ฟ้านั่งอยู่คนเดียวในห้องเรียน เป็นเวลาบ่าย
เขาอายุ ๒๗ ปี นั่งอยู่ที่โต๊ะประจำของเขา แถวหน้า ซ้ายสุด ริมหน้าต่าง
ห้องเรียนนี้เป็นห้องเรียนที่เงียบเหลือเกิน ฉันรู้สึก นี่เป็นห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก
ครูบอกพวกเราในวันแรกที่เปิดเทอมว่า นโยบายของโรงเรียนนี้คือ การสอนด้วยการไม่สอน พวกเรามีอิสระเต็มที่ สามารถมาก็ได้ ไม่มาก็ได้ จะเรียนวิชาอะไรก็ได้ และไม่ต้องส่งการบ้าน เพราะถึงส่ง ครูก็ไม่ตรวจอยู่ดี
ห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก ชื่อนี้งามจริงๆ แต่มันเป็นของจริง เป็นความจริง นักเรียนโรงเรียนนี้พากันหนีเกือบหมด เพราะอยู่ก็เหมือนไม่ได้อยู่ ไม่มีทางมีอนาคตอะไรเลย เมื่อจบออกไป พวกเราคงไม่มีทางสู้คนอื่นได้ แต่ดูเหมือนนี่เป็นนโยบายของโรงเรียน ที่ไม่ต้องการให้พวกเราออกไปต่อสู้ และครูก็บอกพวกเราอย่างเรียบง่ายว่า นโยบายของโรงเรียนคือ ไม่ต้องการให้พวกเรามีอนาคต ไม่ต้องการให้พวกเรามีความรู้
ฉันเรียนหนังสือมาหลายโรงเรียน ท่องเที่ยวพเนจรจากโรงเรียนหนึ่งไปยังอีกโรงเรียนหนึ่ง แต่ไม่มีโรงเรียนไหนที่ฉันรักเท่าที่นี่ มันคือที่สุด
ประหลาดเหลือเกิน ที่ทั้งโรงเรียนยังมีพวกเราหนึ่งห้องที่เหลืออยู่ เหมือนความฝัน แต่ก็เป็นจริง และในห้องนี้ยังเหลือพวกเราแปดคนที่ยังมาเรียน แม้พวกเราเองจะมาๆหายๆ แต่ในที่สุดก็ยังเหลือพวกเราอยู่ดี
พวกเราคงเป็นตัวจริง ฉันคิด เพราะพวกเราอยู่ได้ พวกเราทนความเงียบ และความไม่มีความรู้ ไม่มีอนาคตอย่างนี้ได้ รสชาติของการไร้กาลเวลา ดึงดูดให้พวกเราลุ่มหลง
นอกบานหน้าต่าง เวลาฉันมาคนเดียว แล้วเหม่อมองออกไป ฉันเห็นท้องฟ้ากว้างใหญ่ สว่าง มันสงบเงียบอย่างเหลือเชื่อ และแม้นี่จะเป็นใจกลางกรุงเทพฯ มีอาคารบ้านเรือนมากมาย
ห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก ไม่มีอนาคต มันจึงไม่มีอดีต
ฉันไม่รู้สึกอึดอัดแม้แต่นิดเดียว หากฉันพบตัวเองนั่งอยู่เพียงคนเดียวในห้อง ไม่มีเพื่อนนักเรียนคนอื่น ไม่มีครู มันมาจากความรู้สึกว่า ความโดดเดี่ยว การอยู่คนเดียว เป็นธรรมชาติดั้งเดิมของสรรพสิ่ง ความเงียบเป็นสิ่งที่เหลืออยู่น้อยเหลือเกินในโลก แต่มันยังมีมากเพียงพอในห้องเรียนนี้
ฉันแก่ที่สุดในห้องเรียนนี้ แต่ฉันกลับรู้สึกว่าฉันยังแก่ไม่พอ
วันหนึ่งเมื่อฉันแก่พอ ฉันจะกลับมาเรียนใหม่ ที่อื่นคงไม่รับฉัน แต่ที่นี่คงเหมือนการปิดเทอมยาวนานหนึ่งครั้ง แต่ฉันวิตกว่าเพื่อนนักเรียนของฉันจะยังคงอยู่หรือ นี่เป็นปริศนาที่ฉันอยากรู้ที่สุด พวกเขาอาจกระจัดกระจายไปตามเส้นทางชีวิตของตน พวกเขาอาจถูกแทนที่ด้วยเด็กรุ่นใหม่บางคน ที่มีพลังมากยิ่งกว่า และเป็นตัวจริงไม่ได้น้อยกว่ารุ่นก่อน
ทันใดนั้น ฟ้าขยับตัว สายตาของเขาเหลือบเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ผิดสังเกตบนกระดานดำ มันเป็นตัวหนังสือเล็กๆ เขียนอยู่ที่ขอบด้านล่างซ้าย เขาแปลกใจ แล้วเดินออกไปดูใกล้ๆ มันเขียนว่า
วันเกิดของเธอ
คือวันตายของฉัน
เขาแปลกใจ ถอยห่างออกมาแล้วครุ่นคิด ทำไมฉันไม่สังเกตประโยคนี้มาก่อนนะ มันถูกเขียนขึ้นเมื่อไร บนกระดานดำไม่ได้ว่างเปล่า มีตัวหนังสือหวัดๆและตัวเลขอยู่เยอะแยะ แต่ทุกคนรู้ดี ว่านี่เป็นผลงานของน้ำ เขาชอบคิดเลขบนกระดาน บางครั้งก็เขียนสูตรคณิตศาสตร์แปลกๆ จนไม่มีใครกล้าไปลบมัน นอกจากปล่อยให้เขาทำเอง แต่ประโยคตัวบรรจงนี้ ไม่ใช่ลายมือของเขาแน่
ใครเป็นคนเขียนนะ ฟ้าคิด เขานึกสนุก ไม่ใช่น้ำ ไม่ใช่ตัวเขาเองแน่ เขาจำลายมือเพื่อนในห้องนี้ไม่ได้ด้วย แต่เขาอาจจะสามารถรู้คำตอบได้ ด้วยการคิดด้วยเหตุผล
ไม่ใช่ลม ไม่ใช่ภูเขา เขาสองคนนี้กลมเกลียวกันจนไม่น่าจะมีจิตใจเขียนประโยคนี้ เท่ากับตัดออกไปสี่คนแล้ว
ไม่ใช่ไฟ ไม่ใช่ฟ้าร้อง เขาคิด เหตุผลนั้นแปลกประหลาด เพราะคนคู่นี้เขารู้ทันกันมากไป หากใครคนหนึ่งเขียน อีกคนหนึ่งจะแกล้งลบออกแน่
ถ้าเช่นนั้น คนเขียนคงเป็นบึง หรือไม่ก็ดิน ความเป็นไปได้เกือบเท่ากัน เขาเดินเข้าไปดูลายมือนั้นใกล้ๆอีกครั้ง ครั้งนี้เขาสังเกตลายเส้นของมัน มันเป็นตัวบรรจง ถูกเขียนขึ้นอย่างช้าๆ ไม่รู้จุดมุ่งหมาย เหมือนเด็กคัดลายมือ
เป็นไปได้นะ ว่าเป็นผลงานของบึง ใครจะคิด ว่าเด็กตัวเท่านี้ ลายมือสวยงามกว่าใคร ส่วนดิน เธอก็มีสิทธิมีลายมือสวยได้ แต่เมื่อมองไปนานๆ ฟ้าก็มั่นใจว่า นี้เป็นผลงานของบึง อาจเพราะว่าเขาอยากให้มันเป็นเช่นนั้น
การคาดเดา อุบัติขึ้นจากความอยากส่วนตัวด้วย เขาจะถามคนสองคนนี้ หากได้เจอ แต่ในวินาทีนี้ เขารู้สึกโลกนี้มีความหมายกว่าเดิม หากนี้คือผลงานของบึง
แต่แล้วฟ้าก็เปลี่ยนใจ ทันใดนั้น เขาพบว่าทั้งบึงและดิน เป็นความมืดมิดทัดเทียมกัน ความเป็นเด็กของบึง และความเด็ดเดี่ยวของดิน เป็นเหมือนสองห้วงจักรวาล ที่เขาไปไม่ถึง เขายืนนิ่ง ตกอยู่ในความลังเลใจ ทุกครั้งที่ความเป็นไปได้เหลืออยู่เพียงสอง และทัดเทียมกัน เขาพบตัวเองอยู่ในแดนสนธยา
คนธรรมดาคงมีความปวดร้าว หากตกอยู่ในสภาวะลังเลใจ แต่ไม่ใช่ฟ้า เขากลับพบว่าในนี้คือรสชาติอันมีความหมายสูงสุด
ฟ้าครุ่นคิด หากเป็นบึงเขียน เธอมีจุดมุ่งหมายอะไร และจะเกิดผลลัพธ์อะไร หากเป็นดินเขียน มันบ่งบอกความจริงอะไร สมมุติฐานทั้งสองเริ่มฉีกออกจากกัน แบ่งตัวเหมือนอะมีบา ทั้งสองข้างล้วนมีชีวิตทัดเทียมกัน และเป็นอิสระออกจากกัน
เวลาผ่านไปนานเท่าไร เขาไม่รู้สึกตัวเลย เขาเหมือนตกลงไปในเหวไร้ก้น มันเป็นเหวขวางกั้นสองจักรวาล เขาชอบสภาวะดำดิ่งลงไปในเหวนี้ มันเหมือนการเล่นกีฬาชนิดหนึ่ง และนี่เป็นกีฬาเฉพาะของฟ้า
เขายินดียืนนิ่งอยู่อย่างนี้ ชั่วกาลนาน
๔ ไฟ
เวลาบ่าย วันนี้มีนักเรียนมาเพียงสองคน
ไฟ เด็กสาวอายุ ๑๘ ปี ใบหน้าและเรือนร่างของเธอสวยงามราวกับนางแบบ
ฟ้าร้อง เด็กหนุ่มอายุ ๑๙ ปี เขามีใบหน้าเคร่งเครียด แต่หน้าตาดี
ฟ้าร้องเดินเข้ามาในห้อง พร้อมกับแบกตุ๊กตาหมีตัวใหญ่เหมือนมีเด็กคนหนึ่งขี่คอเขาไว้ ภายในห้องมีไฟนั่งอ่านหนังสืออยู่ก่อนแล้ว เธอเงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ สองคนนี้ไม่ค่อยถูกกันนัก
นั่นนายจะเอาตุ๊กตามาให้บึงเล่นหรือ วันนี้เค้าไม่ได้มาโรงเรียนหรอกนะ
เปล่าหรอก ฉันเอามาให้เธอเล่นต่างหาก
ฟ้าร้องตอบอย่างกวนๆ
ฉันโตเกินกว่าจะอุ้มตุ๊กตาแล้วละ ขอบใจ
ไฟตอบ พร้อมทั้งก้มหน้าลงอ่านนวนิยายของเธอต่ออย่างหมดความสนใจ
ฟ้าร้องนั่งลงบนเก้าอี้ในอีกมุมหนึ่งของห้อง แล้ววางตุ๊กตาตัวใหญ่ลงบนเก้าอี้ว่างข้างกาย พร้อมกับพูดว่า
ถ้าเธอลองอุ้มดูสักครั้ง เธอจะพบความรู้สึกที่แปลกประหลาด
ไฟยังคงก้มหน้าอ่านหนังสือของเธอต่อไป ราวหนึ่งกับว่าไม่มีฟ้าร้องอยู่ในห้องนั้น
ฉันรำคาญเสียงของฟ้าร้องเหลือเกิน เสียงของเขาแหบแห้ง ต่ำอย่างประหลาด แต่ฉันก็อดชมเขาไม่ได้ ในอีกแง่หนึ่งเสียงของเขามีพลัง เวลาเขาพูดท่ามกลางคนมากๆ เสียงของเขาจะแสดงพลังกลบทับคนอื่น เวลาฉันคิดถึงเขา ฉันจะคิดถึงเสียงของเขาก่อนตัวเสมอ
ปกติเขาเป็นคนจริงจัง ไม่มีอารมณ์ขัน แต่ทำไมวันนี้ดูเขาแปลกไป เหมือนกำลังเล่นอะไรบางอย่าง แต่ฉันไม่สนใจหรอก คนพรรค์นี้ คนที่มีอัตตาใหญ่โตกว่าคนปกติ ฉันว่าเขาเป็นคนป่วยไข้ที่อาการหนัก ไม่ว่าเขาจะเฉลียวฉลาดเพียงไหน ทางที่ดีฉันอย่าไปยุ่งกับเขาดีกว่า
แต่ในห้องเรียนนี้ ที่มีเพียงพวกเราแปดคน เราคงเลี่ยงที่จะคุยกันไม่ได้ โดยเฉพาะบ่ายวันที่โชคร้ายอย่างนี้ มีเพียงเราสองคนเท่านั้น ฉันเริ่มหมดสมาธิในการอ่านหนังสือ มันเป็นหนังสือ
นวนิยายของ James Joyce เรื่อง A Portrait Of The Artist As A Young Man ที่ฉันชอบเพราะฉันอ่านมันไม่ค่อยรู้เรื่อง นวนิยายเรื่องไหนที่ฉันอ่านรู้เรื่อง ฉันจะไม่ค่อยชอบ ส่วนใหญ่จะชอบก็เฉพาะแต่นวนิยายที่ฉันอ่านไม่รู้เรื่อง คงเป็นเพราะฉันต้องการที่ว่างสำหรับจินตนาการ มันเป็นการเข้าไปสู่โลกภายในของฉันเอง มีความสุขในความแปลกใหม่ แต่ฉันนั่งอ่านมันตั้งแต่เช้าแล้ว จนสมาธิเริ่มหมด ฉันเริ่มจินตนาการอะไรไม่ออก ที่แปลกคือฉันกำลังจะอ่านนวนิยายเล่มนี้รู้เรื่องขึ้นทุกที ชักไม่ค่อยสนุก
ไฟปิดหนังสือของเธอลง แล้วหลับตาสักครู่ ก่อนที่จะหันมามองฟ้าร้อง เขากำลังอ่านบทละครของเช็คสเปียร์ หนังสือโปรดเจ้าประจำของเขา ในวูบหนึ่งเธอนึกสนุก เดินไปหยิบตุ๊กตาตัวใหญ่นั้น แล้วลองอุ้มมันขึ้นมา ทันใดนั้นฟ้าร้องเงยหน้าขึ้นแล้วหัวเราะก้อง
ขำอะไรนักหรือ
ไฟถามอย่างฉุนๆ
บอกไม่ได้ มันเป็นความลับ
ฟ้าร้องตอบอย่างกวนๆ
ฉันอยากขว้างตุ๊กตาตัวนี้ใส่หน้าของเขาเหลือเกิน ดูสีหน้าลิงโลดเหมือนการหลอกใครได้สำเร็จ ดูเขาจะขบขันท่าทางที่ฉันอุ้มตุ๊กตาเสียเหลือเกิน แต่ฉันนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่ามันน่าขำที่ตรงไหน และการได้อุ้มมัน ก็ไม่เห็นจะให้ความรู้สึกพิเศษอะไร สรุปคือมันเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ แต่ใครที่คิดว่าฉันเป็นคนใจร้อน พวกเขาเข้าใจผิด ฉันไม่เคยทะเลาะกับใครเลยในหนึ่งชีวิตนี้ ทั้งนี้คงเป็นเพราะฉันมักคิดอยู่เสมอว่า เก็บไว้ก่อน ไว้วันพรุ่งนี้ค่อยทะเลาะกันก็ได้ นี้เองกระมังคือความเป็นตัวฉัน
จริงซินะ คิดขึ้นมาน่าประหลาดใจ ฉันไม่เคยทะเลาะกับใครเลย มองอีกมุมหนึ่งฉันคงเป็นคนที่เฉื่อยมาก เรื่องราวนานา ฉันพร้อมจะเลื่อนไปเป็นวันพรุ่งนี้ และนั่นมีค่าเท่ากับการเลื่อนไปชั่วกาลนาน เพราะวันพรุ่งนี้จะไม่มีวันมาถึง
ฉันวางตุ๊กตาตัวนั้นลงในที่เดิมอย่างบรรจง แล้วเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม หยิบหนังสือนวนิยายเล่มเดิมขึ้นมา แต่เพียงเปิดมันขึ้นมาเฉยๆ ฉันคิดว่าฉันจะกลับบ้านหรือยัง บ่ายวันนี้คงไม่มีใครมาแล้ว คนที่ฉันอยากให้มาที่สุดคงเป็นบึง เธอน่ารักดี หรือไม่ก็เป็นภูเขา ฉันชอบใบหน้าของเขา ฉันว่าเขาหล่อที่สุดในห้องนี้ แต่แล้ววูบหนึ่งที่ฉันหรี่ตามองฟ้าร้อง แม้เขาจะก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ แต่ฉันก็รู้สึกตัวว่าเขากำลังแอบมองฉัน ฉันรู้ว่าเขาเตรียมตัวมาเต็มที่ที่จะเล่นเกมกับฉัน
เราจะเล่นเกมอะไรดีหนา ฉันรู้ว่าฟ้าร้องเป็นคนจริง เป็นคนเข้มแข็ง และยิ่งถ้าไปเล่นเกมที่เขาเป็นคนกำหนดกติกาละก็ ไม่มีทางชนะเขาได้เลย แต่อาจเพราะเหตุนี้ สำหรับบ่ายที่ฉันหมดจินตนาการอย่างนี้ มันกลับเป็นการเล่นที่น่าสนใจ ทันใดนั้นเองฉันกำหนดหมายในใจว่า สำหรับวันนี้เท่านั้น ฉันจะกลับบ้านทีหลังนายจอมกวนคนนี้
เหมือนมีโทรจิต พอฉันกำหนดหมายในใจเท่านั้น เขานั่งตัวตรงขึ้นมาทันที ดูเหมือนเขาจะตั้งใจอ่านหนังสือเล่มนั้นมากกว่าเดิม ฉันรู้สึกพลาดพลั้ง นึกขึ้นได้ว่า ฉันมาโรงเรียนตั้งแต่เช้า นั่งอ่านหนังสือจนหมดแรง ทั้งเบื่อทั้งหิว ฉันจะสู้กับคนที่เพิ่งเดินเข้ามาได้อย่างไร และความเฉยเมยอดทน ดูจะเป็นบุคลิกของเขา ฉันหาเรื่องแท้ๆ
ฉันฟุบหน้าลงบนโต๊ะแล้วหลับไป นั่นเป็นการต่อสู้ที่ดีที่สุด ขอฉันพักผ่อนเอาแรงสักนิด การนอนหลับอาจลดทอนความหิว และเป็นการพักสมองที่ดีที่สุด ฉันเคลิ้มหลับไปจริงๆ เมื่อฉันตื่นขึ้นมา เหลียวมองไปข้างๆ ฉันรู้สึกผิดหวัง เพราะฟ้าร้องนั่งหลับตา ตัวตรงเหมือนพระพุทธรูป เขาเหมือนอยู่ในสมาธิ ในท่านี้ฉันไม่มีทางเอาชนะเขาได้เลย มันแสดงตนอย่างชัดเจนว่าเขารู้ทัน เขาเตรียมตัวจะนั่งอยู่ในห้องนี้แข่งกับฉัน ให้นานที่สุด
สภาวะแห่งตัวตนของฉันเริ่มทำงาน ฉันรู้ว่าฉันไม่มีทางเอาชนะคนมืออาชีพพรรค์นี้ แต่ฉันก็สามารถไม่แพ้ได้ การตีเสมอเป็นสภาวะเรียบง่ายที่ฉันสามารถทำได้ทุกเมื่อ ฉันเชื่อมั่นตนเองเช่นนั้น ฉันก้มหน้าลง แล้วหลับต่อ
มันเป็นเวลาเย็นแล้ว สักประมาณหกโมงเย็น ฉันลุกขึ้นเดินไปมาในห้อง มองออกนอกบานหน้าต่าง มองดูตึกรามมากมายในกรุงเทพฯ และท้องฟ้าที่เริ่มมีสีนวลตา ฉันชอบท้องฟ้าในยามเย็น ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ฉันเห็นอาทิตย์อัศดงที่สวยงามเหลือเกิน มันไม่สำคัญหรอกว่าเราจะอยู่ที่ไหน ไม่จำเป็นต้องเป็นภูเขาสูง หรือริมทะเล ความสำคัญอยู่ที่สภาวะของตัวเอง และจังหวะที่เรามองออกไปต่างหาก ภายในห้องเรียนนี้ ฉันสามารถเห็นท้องฟ้าที่สวยงามที่สุด ฟ้าร้องเขานั่งอ่านหนังสือของเขาต่อ เขาเย่อหยิ่งเกินกว่าที่จะพูดอะไรกับฉัน ส่วนฉันก็เบื่อที่จะคุยกับเขาเหมือนกัน นับว่าฉันเลือกคนที่จะมาเล่นเกมนี้ได้ดีจริงๆ ฉันประชดตัวเอง พร้อมทั้งนึกขำตัวเอง หลายวันมานี้ฉันคงสบายเกินไป วันนี้จึงหาเรื่องใส่ตัว เกมเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มันคืบคลานมาอย่างเงียบเชียบ
ห้องเรียนนี้ เปิดตลอดวันตลอดคืน แต่ตั้งแต่วันแรกมาถึงวันนี้ ฉันไม่เคยอยู่จนถึงกลางคืนเลย วันนี้คงเป็นวันแรก ที่ฉันต้องอยู่ตลอดคืน ลืมไปได้เลย การต่อสู้คงต้องดำเนินถึงวันพรุ่งนี้เช้าแน่ ลืมไปได้เลยถึงความเป็นผู้หญิงของฉัน มันไม่เกี่ยวในเกมนี้ ส่วนอาการหิวข้าวก็เช่นกัน ฉันหิวจนหายหิวไปแล้วหลายรอบ ฉันคิดเพียงว่า คนอื่นอดอาหารได้หลายวัน ฉันก็ต้องอดได้ หลักการของฉันเรียบง่ายเพียงว่า อะไรที่คนอื่นทำได้ ฉันก็ต้องทำได้
ฉันเดินไปห้องน้ำ แล้วแอบดื่มน้ำจากน้ำก๊อกจนเต็มท้อง มีน้ำดื่มจนเต็มท้องอย่างนี้ ฉันไม่มีทางตายอยู่แล้ว โรงเรียนแห่งนี้ มีแต่ตัวเอง กับความเงียบที่กว้างใหญ่ และบางครั้งก็มีสิ่งแปลกปลอมเหมือนฟ้าร้อง ฉันเพิ่งนึกออกว่าเขาเหมือนอะไร จริงซินะ เมื่อฉันเดินกลับเข้ามาในห้อง ฉันนึกขึ้นมาได้ เขาเหมือนมนุษย์ต่างดาว ฉันเชื่อแน่ว่าเขาต้องมาจากดาวดวงใดดวงหนึ่ง ก่อนนี้ฉันไม่เคยสังเกต วันนี้ฉันมั่นใจได้ แต่นั่นยิ่งทำให้เกมน่าสนใจ ฉันคิดเล่นๆว่าสักวันฉันจะเป็นตัวแทนของมนุษย์โลก เป็นตัวแทนของโรงเรียนนี้ ออกไปแข่งขันกับสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่น ในหมู่ดวงดาวใหญ่น้อย
เมื่อกลางคืนมาถึง เราตกอยู่ในความมืด ในโรงเรียนแห่งนี้ ไม่มีไฟฟ้า เราอาศัยแสงไฟจากอาคารด้านนอก และแสงไฟจากถนนและรถยนต์ มันทำให้บรรยากาศในห้องดูน่าสนใจอีกแบบ ไม่ว่าเขาจะเป็นคนอย่างไร ฉันก็รู้ว่าเราเป็นเพื่อนกัน และวางใจเขาได้ ฉันสามารถอยู่กับเขาตลอดคืนในห้องนี้ โดยไม่ต้องกังวลใจเรื่องอันใดเลย ฉันเชื่อแน่ว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษเพียงพอ และจะว่าไป เขาเป็นคนซื่ออย่างน่าสงสาร
ฉันนึกไม่ออกว่าฉันจะแพ้ได้อย่างไร ในเมื่อฉันทำใจไม่เอาชนะเสียแล้ว ฉันเพียงคิดแค่เอาเสมอ แต่ความปวดร้าวบางอย่างก็คืบคลานเข้ามา มันคงเป็นความอ่อนเพลีย ความหิวโหย แต่มันมีสิ่งอื่นแอบแฝงและสำคัญกว่า มันคือความมืดที่ปกติก็คืบคลานเข้ามาทุกคืนวัน เพียงแต่วันนี้ฉันจ้องมองสังเกตมัน ทันใดนั้นความปวดร้าวก็แผ่เข้ามาในร่างของฉัน เราไม่ค่อยได้สังเกตปรากฏการณ์บางอย่างในธรรมชาติ ก็เพียงเพราะเหตุผลนี้เอง การเผชิญหน้ากับมันตรงๆ ทำให้เกิดความเจ็บปวด เหมือนการคลอดลูก จริงซินะ ตลอดวันตลอดคืนนี้ ฉันเหมือนกำลังคลอดลูก เมื่อเราตื่นตัวกับสภาวะรอบตัว การไปมีสัมพันธภาพกับมัน ราคาหนึ่งที่เราต้องจ่ายคือความเจ็บปวด
คนสวย กรนเสียงดังด้วยหรือ ฟ้าร้องถามขึ้น
เมื่อไฟลืมตาตื่นขึ้น หลังจากที่นอนหลับไปเป็นเวลาหลายชั่วโมง เธอลุกขึ้นนั่ง แล้วคิดทบทวนดู จำได้ว่า เมื่อเวลาผ่านไปจนดึก ร่างกายของเธอเพลียมากขึ้น เธอตัดสินใจล้มตัวลงนอนบนพื้นหน้าห้องเรียน แล้วหลับไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อตื่นขึ้น เธอพบว่าฟ้าร้องนั่งอยู่ข้างๆพร้อมทั้งจ้องมองเธออยู่ ในความมืดเธอยังเห็นว่าเขากำลังยิ้ม
ฉันกรนหรือ เธอถามด้วยความไม่แน่ใจ
ดังมาก ฟ้าร้องเน้นเสียง และพูดต่อว่า
ฉันคิดไม่ถึงว่า คนสวยอย่างเธอ จะกรนดังขนาดนี้
แล้วนายละ กรนหรือเปล่า ไฟถาม
ไม่เคยเลย
ตลอดชีวิตไม่เคยเลย
ไม่เคยเลย
นายจะรู้ได้อย่างไร คนเราเวลานอนหลับ จะรู้ตัวได้อย่างไรว่ากรนหรือไม่กรน
ไฟถามอย่างได้ที
สำหรับคนอื่น ยังไงไม่รู้ แต่สำหรับฉัน ฉันรู้
ฟ้าร้องตอบอย่างมั่นใจ น้ำเสียงแสดงความมั่นใจ ทำให้ไฟรู้สึกหงุดหงิด
ถ้าอย่างนั้น นายยืนหันหลังให้ฉัน นายคงรู้ซินะว่า ฉันจะตีหัวกะบาลนายหรือไม่ โดยไม่ต้องหันกลับมามอง
ไฟร้องท้า
แน่นอน
ฟ้าร้องรับคำท้า แล้วเขาก็ลุกขึ้นยืน พร้อมทั้งหันร่างออกไป ในขณะที่ไฟก็พลอยลุกขึ้นยืนตาม เธอยืนจ้องมองเขาจากด้านหลัง
ฉันยืนมองด้านหลังของเขา มองดูก้นย้อยของเขา ฉันคิดว่าน่าจะเอาเท้ายันเข้าให้สักเปรี้ยง คงดีไม่น้อย แต่ฉันรู้ว่าหนึ่งชีวิตนี้ฉันไม่ทำร้ายใคร ไม่ว่าในโอกาสไหน เปลือกนอกฉันอาจดูแข็ง แต่ภายในฉันใจอ่อนเหลือเกิน ฉันรู้ว่าเขาไม่มีทางรู้ก่อนได้เลย หากฉันทำเช่นนั้น เขาคุยโวไปอย่างนั้นเอง เย้ายวนให้ฉันอยากลองของ แต่ฉันก็ทำไม่ได้ เพียงแค่คิดเล่นๆ ในที่สุดฉันก็ยืนกอดอกแล้วยิ้ม
ฉันแปลกใจว่าตอนนี้เป็นเวลากี่โมงแล้วนะ มันคงใกล้สว่างแล้ว ฉันรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก ด้วยหางตาฉันรู้สึกเหมือนจะเห็นแสงสว่างสลัวๆในยามเช้ามืด ในที่สุดคืนอันยาวนานก็ผ่านไป สิ่งที่ทำให้ฉันมีความสุขก็คือ ฉันได้เห็นคุณสมบัติข้อหนึ่งของห้องเรียนนี้ มันเป็นห้องเรียนของกลางวันและกลางคืน ของความมืดและความสว่าง แปลกนะ มันเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของห้องเรียนนี้ แต่น้อยครั้งเหลือเกินที่เราจะได้ใช้มัน ดูเหมือนชีวิตจะติดยึดกับความเคยชินมากมายอย่างเหลือเชื่อ ฉันคงจดจำคืนนี้ไปนาน ที่เราสองคนมาเล่นเกมกัน อย่างเงียบเชียบ โดยมิได้นัดหมาย
ในขณะที่ท้องฟ้าค่อยๆสว่างขึ้น ไฟหลับตาของเธอลง ในขณะที่ฟ้าร้อง เขายืนหลับตาก่อนตั้งนานแล้ว
๕ ลมภูเขา
หลังเที่ยงคืน ในห้องมีแต่ลมกับภูเขา สองคนนั่งแกว่งเท้าเล่นอยู่บนโต๊ะของครู ที่ถูกลากมาชิดหน้าต่าง ทั้งสองนั่งชิดกัน เกือบเป็นเรือนร่างเดียว มองออกนอกบานหน้าต่าง ไม่เห็นอะไรเลย นอกจากแสงไฟจากถนน และจากรถยนต์ที่นานๆจะวิ่งผ่านมาสักคัน มันเป็นครั้งแรกที่พวกเขาทำเช่นนี้
ลม ทำไมชวนผมมาโรงเรียนกลางดึกละ ภูเขาถาม
ไม่รู้ซิ เธอก็รู้นี่นา ว่าฉันชอบทำอะไรปุ๊บปั๊บ ฉันเพียงรู้สึก คืนนี้อยากมาโรงเรียนนั่งเล่นกับเธอ แทนที่จะอยู่บ้านนอนเฉยๆ ลมตอบ
เวลาเธอทำอะไร จะรวดเร็ว และมีกฎเกณฑ์ง่ายๆ เธอจะเลือกเอาอันใดอันหนึ่งจากสองอัน ด้วยการเปรียบเทียบ เช่นคืนนี้ เธอตั้งคำถามกับตัวเองง่ายๆว่า จะนอนเอกเขนกอยู่กับบ้านเฉยๆ หรือจะออกมาทำอะไรสักอย่างที่เธอไม่เคยทำมาก่อน
ภูเขาพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาเชื่อมั่นในตัวลมเสมอ ลมคือลูกพี่ของเขา และเป็นอะไรมากกว่านั้น
ลมมองดูภูเขาด้วยความเอ็นดู แม้ภูเขาจะอ่อนกว่าเธอเจ็ดปี มีเรือนร่างผอมบาง และเตี้ยกว่าเธอถึงหนึ่งศีรษะ แต่เธอก็รู้อยู่แก่ใจว่า ภายในห้องนี้ คนที่เข้มแข็งที่สุดคือภูเขา เพียงแต่เขายังเป็นเด็ก
ในความมืด และเงียบสงัด มีความอบอุ่นแผ่ออกมาจากเรือนร่างของคนทั้งสองเข้ามาหากัน โดยไม่ได้ตั้งใจ ลมเบียดใกล้เข้าไปหาภูเขา แล้วเอามือโอบกอดศีรษะของเขาเข้ามาหาเธอ เธออดเอามือลูบไล้เส้นผมดำขลับหยักศกน้อยๆของเขาไม่ได้ ภูเขาตอบสนอง ด้วยการโอบกอดเธอที่เอวเบาๆ และเอียงหน้าแนบชิดลำแขนของเธอ
ลมคิดในใจ บางครั้งเธออยากให้ภูเขาเป็นเด็กอย่างนี้ตลอดกาล เพื่อเธอจะได้เป็นพี่สาวของเขา คอยคุ้มครอง เป็นลูกพี่ของเขา แต่บางครั้งเธอก็คิดว่า อีกไม่นานฉันก็คงแก่ตัวลง คงเป็นการดีไม่น้อย หากภูเขาจะเติบโตเป็นหนุ่มใหญ่ และคอยคุ้มครองเธอแทน เธอรู้สึกถึงพลังในตัวของเขา
เธอรู้ดีแก่ใจ ผู้ชายคนนี้คือคู่ชีวิตของเธอ มันมาจากความอบอุ่นในเรือนร่างของเขาที่แผ่ออกมา เป็นความอบอุ่นที่เธอไม่เคยสัมผัสในที่ใดเลย มันเป็นความสุขสงบอย่างบอกไม่ถูก และคุ้นเคย เธอรู้แก่ใจว่า มันมีอยู่จริง สิ่งที่เรียกว่าเนื้อคู่ สิ่งที่เรียกว่าบุพเพสันนิวาส และมันมีอยู่จริง สิ่งที่เรียกว่าชาติภพ เธอไม่เคลือบแคลงใจเลยว่า ผู้ชายคนนี้เป็นคู่ของเธอมานานแสนนาน และจะยังเป็นเช่นนั้นสืบต่อไป
ภูเขาเองก็รู้สึกถึงความอบอุ่นในเรือนร่างของลม มันเต็มไปด้วยความละมุนละไม ความอ่อนโยน และความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวเพียงหนึ่งเดียวของเขา ตลอดชีวิต เขาไม่อยากได้อะไรที่เป็นของส่วนตัวเลย หากจะมียกเว้น ก็เพียงการมีลม มาอยู่เคียงข้างเขาเช่นนี้เสมอ เขาเขินอายเกินกว่าที่จะพูดถึงความรัก แต่เขาก็รู้ดีแก่ใจว่า ผู้หญิงคนนี้จะเป็นภรรยาของเขา ทุกสิ่งที่ลมทำเป็นความถูกต้อง พิเศษ
เขาเงยหน้ามองลม เขารู้สึก ลมที่จริงไม่ใช่ผู้หญิงสวย ดวงตาของเธอเรียวเล็ก เป็นตาชั้นเดียว จมูกใหญ่เกินไป ริมฝีปากก็หนาเกินไป ใบหน้ายาวเกินไป แต่แม้กระนั้น เมื่อมันมารวมๆกันบนใบหน้าของเธอ มันกลับมีพลัง มีเสน่ห์อย่างประหลาด
ภูเขาแนบใบหน้ากับลำแขนซึ่งมีขนยาวของลม ลมเป็นผู้หญิงที่มีขนยาวตลอดร่าง มันเป็นขนอ่อนยาวที่เสมอกัน และในความรู้สึกของเขา สิ่งนี้เป็นเสน่ห์พิเศษ มันเรียกร้องความรู้สึกนานาในจิตใจของเขา เขาชอบกลิ่นกายของลม มันหอมละมุน กลิ่นกายและเส้นขนยาวเหล่านี้ คือสัญญาอันไร้กาลเวลา ระหว่างพวกเขาสองคน
ลมรู้สึกเสมอว่า เวลาอยู่ใกล้ชิดกัน เธอดูเหมือนจะได้ยินเสียงสวดมนตร์ ดังสั่นสะเทือนอยู่ภายในกายของเขา มันเป็นเสียงแผ่วเบา แต่มีพลัง มันทำให้เธอมีความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย มันแผ่กว้างออกไปไม่สิ้นสุด นี้เองหนอ ที่เรียกว่าเสียงภูเขา
เธอคิดขึ้นมาเล่นๆว่า หากเธอสูญเสียภูเขาไป เธอจะทนได้ไหมหนอ ทันใดนั้นเอง หัวใจของเธอก็เจ็บแปลบเหมือนโดนมีดแทง แปลกเหลือเกิน สิ่งที่เธอคิดเล่นๆในสมอง กลับมีผลอย่างเจ็บแสบที่หัวใจ มันเกี่ยวกันได้อย่างไร และโดยไม่ทันตั้งตัว เธอพบว่าน้ำตาของเธอไหลออกมา
เธอรีบเช็ดน้ำตาด้วยความเขิน โชคดีที่ในความมืด เขามองไม่เห็นน้ำตาของเธอ เธอรู้สึกอาย และโกรธตัวเอง เธอเพียงแค่คิดเล่นสนุกๆ และรู้ว่านี้ไม่ใช่ความจริง แต่ทำไมน้ำตาของเธอต้องไหลออกมาด้วย
เหมือนเป็นจิตใต้สำนึก เธอโอบกอดภูเขาแน่นกว่าเดิม คืนนี้ สายลมโอบกอดภูเขา แต่คงมีสักวันหนึ่ง ที่ภูเขาโอบกอดสายลม
โดยไม่รู้ตัว ทั้งสองพบว่าโลกข้างนอกเงียบกริบ บนท้องฟ้า ไม่เพียงพวกเขาสองคนจะมองเห็นดวงจันทร์ พวกเขายังมองเห็นดาวตก
๖ ฟ้าร้อง
บ่ายวันนี้ ในห้องมีนักเรียนสองคนอีกครั้ง ฟ้าร้องนั่งอยู่แถวหลัง บนที่นั่งซ้ายสุด ซึ่งปกติเป็นที่ของลม ส่วนไฟ เหมือนมีเจตนา เธอนั่งอยู่แถวหน้า บนที่นั่งขวาสุด ใกล้ประตู ที่นั่งนี้ปกติเป็นของฟ้าร้อง ตั้งแต่เช้าสองคนนี้ไม่ได้พูดจากันสักคำ ต่างนั่งอ่านหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตาย
ฟ้าร้องแอบมองไฟ ด้วยแววตาประหลาด ส่วนไฟ ดูเหมือนเธอจะไม่รู้ตัว
ฉันแปลกใจ ทำไมฉันไม่เห็นความงามของไฟ สำหรับฉันแล้ว เธอก็ไม่สวยไปกว่ากังหันพลาสติกเด็กเล่น ที่แถมมากับลูกกวาด ยามต้องลมมันหมุนไปเรื่อย จะว่าไปก็น่ารักดี แต่ไม่มีอะไรพิเศษ มันเป็นเพียงของเล่นราคาถูก ฉันว่ากังหันโบราณของจริง สวยงาม ลี้ลับพิสดาร มากกว่าเป็นไหนๆ
แต่เพื่อความเป็นธรรมสำหรับเธอ ที่จริงฉันน้อยครั้งที่จะเห็นผู้หญิงสวย มันไม่ใช่ความผิดของเธอ ฉันคงเป็นเพียงคนเดียวในห้อง ที่ไม่รู้สึกว่าบึงน่ารัก วัยไม่มีผลสำหรับฉัน ไม่ว่าเธอจะเกิดมาอายุหนึ่งวัน หรือหนึ่งร้อยปี ฉันเห็นค่าคงที่บางอย่างในตัวชีวิต
ฉันไม่อยากยอมรับเลย ว่าฉันเป็นคนขี้อิจฉา แต่มันมีเหตุผล มันมาจากยีนในตัวของฉันเอง มันมาจากโครงสร้างส่วนที่ลึกที่สุดของฉัน ที่ฉันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ มันมาจากมิติไม่เหมือนใครของฉัน ฉันเป็นคนมีมิติเศษส่วน เพราะความไม่เสถียรของมัน ทำให้ความรู้สึกของฉันสั่นไหวอยู่ตลอดเวลา ปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอคือ บางครั้งฉันรู้สึกฉันอยู่ข้างหลังพวกเขา บางครั้งฉันรู้สึกฉันอยู่ข้างหน้าพวกเขา หากฉันเป็นรองพวกเขาจริงๆ ฉันคงมีน้ำใจเป็นนักกีฬาพอที่จะยอมรับโดยสงบ แต่เพราะมันไม่ใช่อย่างนั้น ความลี้ลับแห่งมิติเศษส่วน ทำให้ฉันรู้แก่ใจ ว่าพวกเขาต่างหากที่เป็นรองฉัน
ฉันยอมรับว่าพื้นฐานของพวกเขาเจ็ดคนมั่นคงกว่าฉัน และหากนับคุณค่าของมนุษย์ที่ความสุข ฉันเชื่อว่าพวกเขาเป็นมนุษย์ที่มีความสุขกว่าฉัน แต่คุณค่าของมนุษย์วัดกันที่ตรงนี้จริงแล้วละหรือ หากนับกันที่ความจริง ฉันกลับไม่ยอมรับ จะว่าไป สิ่งใดที่พวกเขาเหนือกว่าฉัน ล้วนเป็นเพราะว่า พวกเขาโบราณกว่า ฉันคงเป็นผู้ร้ายตัวจริง เพียงหนึ่งเดียวในห้องนี้
คนที่โง่ที่สุดในห้องนี้ ไม่ต้องสงสัย คงเป็นไฟ แต่แม้กระนั้นพื้นฐานของเธอก็แข็งแกร่งกว่าฉันสองสามเท่า นี้คือความพิสดาร เธอจะฉลาด ถ้าเธอหยุดคิด เธอจะแข็งแรง ยามที่เธอไม่ต่อสู้ เธอเป็นอย่างนั้นจริงๆ ฉันยอมรับพื้นฐานของเธอ แต่ไม่ยอมรับสติปัญญาของเธอเลย ดูอย่างวันนี้ เธอนั่งเงียบ ไม่พูดอะไรเลย นั่งอยู่ในระยะไกล แต่ฉันรู้สึก นี้เป็นตำแหน่งที่ความมีอยู่ของเธอทำงานเต็มที่ ฉันรู้สึกไออุ่นแผ่ออกมาจากร่างของเธอ
ไฟมีความหมาย ยามเธอไม่รู้สึกตัว เป็นเครื่องมือที่แหลมคม ยามเก็บไว้เฉยๆ
ไฟเคยล้อเลียนฉันเล่นต่างๆนาๆ บางอย่างในนั้นเป็นความจริง บางอย่างไม่เป็นความจริง มิติเศษส่วนของฉัน ทำให้ฉันเป็นคนแข็งกระด้าง ทำให้ฉันมีทุกข์ เธอเคยว่าฉันเป็นคนบ้าอัตตา อันนี้ไม่ใช่ความจริง ฉันจะบ้าอัตตาได้อย่างไร ในเมื่อฉันเป็นคนที่ไร้ตัวตนที่สุดในห้องนี้ ฉันยังเป็นวุ้นอยู่เลย
ฟ้าร้องมองดูหนังสือที่เขาอ่านค้างอยู่ วันนี้เขาอ่านนวนิยายรักเล่มหนึ่ง
ธรรมชาติสร้างสรรพสิ่งมา ด้วยคุณสมบัติที่ขัดแย้ง ฉันเป็นคนที่ไม่มีรัก แต่กลับเป็นคนที่เข้าใจความรัก ฉันเป็นคนที่เป็นมนุษย์น้อยที่สุด แต่ฉันกลับสามารถเข้าใจนวนิยายที่แสดงอารมณ์มนุษย์ เหตุนี้เองฉันจึงชอบอ่านบทละครของเช็คสเปียร์ หรือมิฉะนั้น ฉันก็จะอ่านนวนิยายรักน้ำเน่า
บทละครของเช็คสเปียร์ ฉันอ่านจนขึ้นใจเกือบทุกเรื่อง สามารถอ่านจากหน้ามาหาหลัง หรือจากหลังมาหาหน้า ฉันเข้าใจความรู้สึกของมนุษย์ เท่าทันอารมณ์และเล่ห์เหลี่ยมของพวกเขา และที่เหลือเชื่อ ฉันเท่าทันมารยาหญิง สิ่งที่โบราณเรียกว่ายากแท้หยั่งถึง สำหรับฉันเป็นเพียงหนังสือ ก ไก่
สำหรับนวนิยายรักน้ำเน่า ฉันรู้สึกเหมือนขนม บางครั้งฉันอินกับมันมากจนน้ำตาคลอ แต่น้ำตาของฉัน มีที่มาแตกต่างกับคนอื่น เพียงแต่ภาพภายนอก คนอื่นยากจะเข้าใจได้ ความไม่มั่นคงของฉัน ทำให้ฉันเห็นคุณค่าของความธรรมดา อย่างเช่นความรัก ความโรแมนติก ฉันได้กลิ่นปมเด่นปมด้อยของมนุษย์โชยมา เหมือนกลิ่นศพที่เน่ามาแล้วหลายวันคืน
ฉันมองเห็นสิ่งใดๆในโลกนี้แตกต่างกับคนอื่น เหมือนหนึ่งมันมีชีวิตของมันเอง ยากที่จะบรรยายออกมาได้ เมื่อฉันมองดูกังหัน ฉันมีความรู้สึกชัดเจนว่านี้ไม่ใช่กังหันที่คนอื่นพูดกัน เมื่อฉันมองใบหญ้า ฉันรู้ว่านี้ไม่ใช่ใบหญ้าที่คนอื่นรู้จัก เมื่อฉันอ่านบทสนทนาในนวนิยายรักน้ำเน่า ฉันได้ยินเสียงอื่น ที่คนเขียนไม่ได้เขียน
ไฟขยับตัวนิดหนึ่ง ฟ้าร้องรู้สึกตัว เหมือนมีคลื่นไฟฟ้าในอากาศ
ตลอดวันนี้ เขาทั้งสองไม่คุยอะไรกันเลย
๗ ดิน
เวลาบ่าย ดินอยู่เพียงคนเดียวในห้อง ดินเป็นเด็กหน้าตาธรรมดา ค่อนข้างเชย
ที่โต๊ะของเธอมีนิตยสารวางอยู่หนึ่งเล่ม เธออ่านจบตั้งนานแล้ว ดินไม่ชอบอ่านหนังสือ เช่นเดียวกับลมและภูเขา วันนี้เธอมาเรียนแต่เช้า ไม่พบใครเลย แต่เธอก็นั่งรอจนกว่าโรงเรียนเลิก
ความยากของห้องเรียนแห่งนี้อยู่ตรงนี้เอง บ่อยครั้งที่คุณจะมาคนเดียว อยู่คนเดียว วันเวลาที่ไม่มีคนอื่นเลย ไม่มีเหตุการณ์ ถึงแม้จะมีสิ่งที่เกิดขึ้น แต่มันก็เล็กน้อย แผ่วเบาเกินกว่าจะเป็นเหตุการณ์ มันเกือบเป็นความว่างเปล่า
แต่เด็กนักเรียนในห้องนี้ คือใครคนหนึ่งที่สามารถเผชิญหน้ากับความว่างเปล่า
ฉันรู้สึกตัวเองเป็นคนที่ตายแล้ว มันคงเกิดขึ้นเพราะฉันรู้สึกตัวว่าฉันมีลมหายใจเหลืออยู่เพียงเจ็ดลมหายใจ
มันเกิดขึ้นไม่นานมานี้เอง เมื่อฉันรู้สึกว่าสิบปีเป็นช่วงเวลาเพียงนิดเดียว จากวันนั้นฉันจึงแบ่งวันเวลาในชีวิตของฉันออก เป็นแปดช่วงเวลา หนึ่งช่วงเวลาคือสิบปี หรือที่ฉันเรียกว่าหนึ่งลมหายใจ
ฉันคิดว่าฉันคงมีอายุยืนถึงแปดสิบปี วันนี้ฉันมีอายุสิบห้าปี ฉันจึงเหลืออีก รวมทั้งทศวรรษนี้ รวมเจ็ดลมหายใจ มันน้อยนิดเดียว น้อยจนฉันรู้สึกได้ ว่าวันเวลาของฉันหมดลงแล้ว มันเป็นวิธีการคิด เป็นความรู้สึกที่ไม่เหมือนใครเลย แต่มันสุขสงบ ฉันไม่มีความกระวนกระวายอะไร ไม่มีความอยาก ฉันเพิ่งรู้ว่า ความตายเป็นความสุขสงบ และเป็นกำแพงไร้สภาพ ที่ปกป้องฉันไว้อย่างสมบูรณ์
คนอื่น คงสามารถวางแผนการได้ว่าวันพรุ่งนี้ พวกเขาจะทำอะไร แต่คงไม่มีใครสามารถวางแผนสำหรับอีกหกสิบปีข้างหน้า หรือวางแผนสำหรับชีวิตหลังความตาย แต่เพราะสำหรับฉัน มันห่างเพียงเจ็ดลมหายใจ ฉันจึงวางแผน ครุ่นคิดถึงมันอยู่เสมอ ด้วยความรู้สึกเหมือนมันเป็นเพียงวันพรุ่งนี้
ฉันไม่ได้ครุ่นคิดถึงความตายโดยตรง แต่ฉันสามารถรู้สึกถึงมันได้โดยตรง เหมือนแสงแดดที่บานหน้าต่าง มันใกล้เหลือเกิน และสิ่งพิสูจน์คือ ฉันไม่มีความอยากอะไร ฉันไม่มีเวลา
เมื่อฉันอายุน้อยกว่าสิบปี ฉันยังคิดสิ่งนี้ไม่ได้ ลมหายใจแรกของฉันผ่านไป โดยที่ฉันไม่รู้สึกตัว แต่แล้วเมื่อฉันย่างเข้าสู่วัยสิบกว่า ฉันจึงเพิ่งรู้สึก ถึงความรวดเร็วของกาลเวลา ความมีขอบเขตของตัวฉันเอง และอย่างช้าๆ ฉันค่อยๆคุ้นเคยกับการขยับตัว การเคลื่อนไหวไปของกาลเวลา และลมหายใจของตัวฉันเอง เพียงแต่ แต่ละหนึ่งลมหายใจของฉันยาวนานสิบปี นี่เป็นปฏิบัติการอะไร มันสนุกจัง พริบตาเดียวฉันก็มาถึงอีกฟากฝั่งหนึ่งของชีวิต ฉันติดใจในความสงบ และฉันจะไม่มีวันหวนกลับ เจ็ดลมหายใจที่เหลือนี้ มีค่าเท่ากับศูนย์ ฉันสามารถจินตนาการได้ว่า มันได้ผ่านไปแล้ว เหมือนฉันจินตนาการได้ว่า ฉันยืนอยู่ข้างหน้าอีกเจ็ดก้าว
นักเรียนในห้องนี้ คงมีฉันเพียงคนเดียวเป็นผู้อาศัยอยู่ที่พรมแดน ของชีวิตที่อิสระ และความดับสลายของทุกสิ่ง ฉันเป็นใครคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ริมสายน้ำเล็กๆ ขวางกั้นชีวิตและความตาย ว่ายน้ำข้ามไปมา เพียงพอใจเพียงแค่นี้
หนึ่งลมหายใจของฉัน ฉันตั้งใจจะปลูกต้นไม้ แต่เพียงหนึ่งลมหายใจ มันคงยังไม่ทันโต อีกหนึ่งลมหายใจของฉันก็มาถึง
หนึ่งลมหายใจของฉัน ฉันตั้งใจจะนอนหลับ พริบตาเดียวฉันก็ตื่นขึ้นมา พบว่าฉันได้นอนหลับอย่างยาวนาน
หนึ่งลมหายใจของฉัน ฉันตั้งใจจะเรียนหนังสือ แต่พริบตาเดียวก็หมดลมหายใจนั้น ฉันคงเรียนรู้อะไรไม่ได้ เพราะเวลาได้หมดลงแล้ว
อีกหนึ่งลมหายใจของฉัน ฉันตั้งใจจะปลูกต้นไม้อีก แต่คราวนี้ ฉันจะปลูกต้นไม้ต่างพันธุ์กับที่ฉันเคยปลูก แต่นั่นแหละ ก่อนที่มันจะโต อีกหนึ่งลมหายใจของฉันก็มาถึง
ดินนั่งนิ่ง มองดูแผ่นกระดานดำว่างเปล่า ทันใดนั้นดินขยับตัว ดูเหมือนหูของเธอได้ยินเสียงของใครคนหนึ่งเดินมาที่ประตู เธอมองออกไปแล้วยิ้มกับตัวเอง เธอเห็นกระรอกตัวหนึ่ง ตัวที่อาศัยอยู่บนต้นมะม่วงใหญ่ข้างห้องเรียนของเธอ มันคงหิว วิ่งมาชะเง้อหน้าที่ประตู ท่าทางคุ้นเคยกับห้องเรียนนี้
ดินเปิดกระเป๋าเรียน ควานหาขนมปังสองสามชิ้นออกมา แล้ววางไว้ที่พื้นใกล้ๆ เฝ้ามองดูมันเดินเข้ามาหา
หลังจากมันกินหมดแล้ว มันก็วิ่งออกไป
ดินหลับตาลง รอคอยเวลาเลิกเรียน
๘ การปรากฏตัวของเหตุการณ์
เวลาบ่าย ลม ภูเขา น้ำ ไฟ อยู่ในห้องเรียน
พวกเขากำลังเล่นไพ่กันอยู่ เอาโต๊ะเรียนมาเรียงกันเป็นโต๊ะใหญ่ พวกเขานั่งเล่นเผกันมาตั้งแต่เที่ยง ในเกมนี้ มีเงินกองใหญ่วางอยู่บนโต๊ะ
ฉันขอหมอบ ลมพูด พร้อมกับทิ้งไพ่ของเธอลง แต่สายตาของเธอที่มองไพ่เกมนี้ยังเต็มไปด้วยความสนใจ
เช้านี้ เธอพบว่าในห้องเรียนมีนักเรียนมาครึ่งห้อง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก พวกเธอจึงนั่งคุยกันอย่างสนุกสนาน จวบจนเวลาเที่ยง ที่ทุกคนเริ่มรู้สึกเบื่อ เธอเองที่เป็นคนหยิบไพ่ขึ้นมา แล้วชวนทุกคนเล่นเผ เจตนาของเธอเป็นเพียงการเล่นสนุกๆ ตามนิสัยที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาของเธอ เกมเริ่มต้นด้วยการใส่ไต๋หนึ่งบาท แล้วค่อยๆเกเพิ่มมากขึ้น โดยมีกติกาว่าจะเกได้ไม่เกินเงินที่มีอยู่ในกอง
ตอนนี้ ที่หน้าตักของแต่ละคน มีไพ่หนึ่งใบที่คว่ำไว้ และไพ่อีกสี่ใบที่หงายออกมา
เกมนี้น่าสนใจเพราะไพ่บนหน้าตักของไฟ ส่วนที่หงายออกมา เป็นคู่เอ ส่วนไพ่บนหน้าตักของน้ำ เป็นตองคิง มองดูจากเกม ไฟไม่มีทางสู้เลย เพราะเออีกสองใบได้ถูกเปิดออกมาแล้ว ใบหนึ่งเป็นของภูเขาซึ่งหมอบไปแล้ว และอีกใบหน้าเป็นของเธอ ซึ่งหมอบตามมา
แต่ทำไมไฟกลับเกทับน้ำตลอดเวลา ในขณะที่น้ำเล่นตามเหตุผล ไพ่ของเขาเหนือกว่าแน่ เขาจึงไม่หลบ และต้องเกทับตลอดเวลา
ลมเงยหน้าขึ้น มองดูภูเขาที่นั่งอยู่ตรงข้าม เขาเล่นเพียงแค่เป็นเพื่อนกับลม แต่ที่จริงเขาไม่ชอบเล่นไพ่ เขามักจะหมอบก่อนคนอื่นเสมอ เธอรู้สึกวางใจ ที่เห็นเขายังไม่มีท่าทีเบื่อ แล้วมองดูไฟกับน้ำที่นั่งตรงข้ามกัน อยู่ข้างซ้ายและขวาของเธอ คนคู่นี้แม้ชื่อจะตรงกันข้าม แต่ปกติก็ไม่ค่อยได้สุงสิงกัน พวกเขาไม่ใช่มิตรสนิทหรือศัตรู แต่วันนี้ เหมือนหนึ่งจะมีเรื่อง
ไฟ เธอไม่มีทางสู้เขาหรอกนะ
ภูเขาเตือน แม้แต่เขาก็ดูออก
ไม่รู้ซิ ฉันมีความเชื่อมั่นว่าเกมนี้ฉันจะชนะ มันเป็นความมั่นใจอย่างที่ฉันไม่เคยมีมาก่อนเลยในชีวิต
ไฟตอบอย่างมั่นใจ ลมเพิ่งสังเกตว่าใบหน้าของไฟวันนี้สวยงามเหลือเกิน มันเป็นความงามมากกว่าทุกวันที่เคยเห็น
ไฟ เธออย่าสบประมาทความจริงนะ น้ำเตือน อย่างไม่ค่อยพอใจ
ความจริงของอะไร ไฟถามอย่างกวนๆ
ความจริงของตรรกะนะซิ น้ำตอบ น้ำเสียงขุ่น
ตรรกะของเธอหรือ ไฟมองหน้าน้ำอย่างท้าทาย
น้ำหันหน้ามามองลมเหมือนขอความเห็น เขาทีท่าทีระอากับความดื้อของไฟ แต่ลมกลับก้มหน้า เธอไม่กล้าตัดสินใจ เธอรู้สึก ควรปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของแต่ละคน
เอ้าก็ได้ ฉันเกต่อ น้ำตัดสินใจ พร้อมทั้งหยิบเงินก้อนสุดท้ายในกระเป๋าของเขาออกมา
ฉันอยากเกต่อ แต่ฉันไม่มีเงินแล้วนะ จะทำยังไงดี
ไฟถาม
ฉันจะเล่นด้วยเครดิตได้ไหม
ถ้าเธอแพ้ เธอจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ฉัน น้ำถาม
ฉันจะทำงาน หามาคืนเธอก็ได้ ไฟตอบ
อวดเก่ง ภูเขาหมั่นไส้
เดี๋ยวเธอก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งหรอก
ไฟหัวเราะเสียงใส เธอไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลย ดวงตาของเธอแวววาวด้วยความเชื่อมั่น ลมมองดูเธอด้วยความพิศวง เธอรู้สึกนี่เป็นสัญญาณของการเกิดขึ้นของอะไรบางสิ่งที่เธอไม่เคยเห็น แต่ในขณะเดียวกันก็น่าสะพรึงกลัว เธอรู้สึกไม่สบายใจเลย เธออยากเลิกล้มเกมนี้เสีย แต่เธอไม่กล้า เธอมองดูทุกสิ่งทุกอย่างเป็นปฏิบัติการ สำหรับเธอ นี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว มันเป็นความขัดแย้งของสองปฏิบัติการ หากเธอเข้าไปแทรกแซง เกมนี้เธอแพ้ เพราะมันแย้งกับกฎเกณฑ์พื้นฐานของตัวเอง
ก็ได้ เรามาเล่นต่อด้วยเครดิต
น้ำตอบ เขาคิดว่าให้ไฟเติบโตขึ้นมาบ้างก็คงจะดี
หนึ่งชั่วโมงต่อมา เงินในกองได้เพิ่มขึ้นถึงห้าหมื่นบาท แม้มันจะเป็นเพียงตัวเลขที่เขียนลงบนเศษกระดาษ
ผมว่าเกมนี้เหลวไหลสิ้นดี ภูเขาพูดขึ้นอย่างเหลืออด
ท่ามกลางความแปลกใจของทุกคน ปกติไม่เคยมีใครเห็นเขาโกรธ เขาพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืน เก็บหนังสือใส่กระเป๋า แล้วเดินออกไป ไม่แม้แต่จะหันมามองลม
ลมขยับตัวอย่างอึดอัด เธอตั้งใจจะลุกขึ้นเรียกภูเขา แต่มีใครคนหนึ่งพูดท้วงไว้
ลม เกมนี้เธอต้องอยู่นะ อย่างน้อยต้องมีหนึ่งคนเป็นพยาน
ลมขยับตัวไม่ได้ เธอต้องนั่งอยู่ต่อ ใจหนึ่งเธอรู้สึกเกมนี้น่าสนใจ เธอเริ่มมองออกแล้วว่านี้คือการปรากฏตัวขึ้นของเหตุการณ์ เพียงแต่มันมีความรุนแรง เธอไม่แน่ใจว่าเธอควรทำอะไร เธอจะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์เฉยๆหรอกหรือ
สิบห้านาทีต่อมา เงินในกองได้เพิ่มขึ้นเป็นห้าแสนบาท
ไฟยังมีท่าทางมั่นใจแม้จะร่าเริงน้อยลง ใบหน้าของเธอเนียนเหลือเกิน เป็นสีชมพูอ่อน ดวงตาของเธอมีความสุข แต่ลมไม่แน่ใจว่าเธอรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังทำอะไรอยู่ มาถึงตอนนี้เธอเหนื่อยเกินกว่าที่จะพูดอะไร ในขณะที่น้ำกลับมีท่าทางเครียด ร่างของเขามีอาการงอคุ้ม เหมือนคนหลังค่อม
ใจหนึ่งลมอยากกลับบ้าน อยากออกไปหาภูเขา เธอรู้สึกเป็นห่วงเขา เขาทีท่าทางผิดปกติ ไม่รู้เขาโกรธเธอหรือเปล่า เพราะเธอเป็นคนชวนคนอื่นเล่น เธอรู้สึกผิด เกมมาถึงตอนนี้ มันกลายเป็นอะไรที่ผิดจากเจตนาเดิมโดยสิ้นเชิง อยู่พ้นการควบคุม มันไม่สนุกเหมือนตอนเช้า แต่อีกใจหนึ่ง เธออยากดูจนจบ อยากเห็น อยากเป็นพยานไปจนถึงที่สุด ไม่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอะไร
เธอรู้สึก ภายในห้องเรียนนี้ พวกเธอกำลังเป็นสักขีพยาน การอุบัติขึ้นของดวงดาว
นี่เราสามคน กำลังจะมาเป็นสักขีพยานการกำเนิดเอกภพหรืออย่างไร ลมคิดในใจ
เธอหันไปพิจารณาไฟกับน้ำ เธอรู้สึกตัวว่าวันนี้ เธอเป็นกลางโดยสมบูรณ์
นี่ฉันควรทำอย่างไรดี
น้ำหันมาถามลมตรงๆ ดวงตาของเขามีแววปวดร้าว
ลมเข้าใจความรู้สึกของน้ำ เธอรู้ว่าน้ำเป็นคนที่มีหลักการ และสองหลักการที่สำคัญที่สุดของเขาคือ ความเชื่อในตรรกะ อีกหลักการหนึ่งคือความมีน้ำใจ น้ำเป็นคนมีน้ำใจต่อเพื่อนเสมอ แต่บัดนี้มันขัดแย้งกัน และเขาต้องเลือกเพียงหนึ่ง เขาไม่อยากทำร้ายไฟเลย แต่เขาไม่กล้าทอดทิ้งหลักการแรกของตัวเอง มันทำให้ชีวิตของเขาหมดความหมาย
ลมก้มหน้าลง เธอรู้สึกละอาย ไม่กล้าตัดสินใจ เหตุการณ์นี้มีพลังรุนแรงเกินกว่าที่เธอจะทำอะไรได้ อยากขอเวลาคิด แต่เธอรู้ว่า ความจริงไม่ให้เวลาแก่พวกเธอ
ไฟเริ่มอ่อนล้าลง เธอไม่สดใสเหมือนตอนเช้า แสดงว่าแรงกดดันนั้นเริ่มมีผลต่อเธอ แต่น้ำนั้นไม่ต้องพูดถึงเลย ลมไม่เคยเห็นเขามีท่าทีขาดความมั่นใจเหมือนตอนนี้ เขามีเหงื่อซึมออกมาตามใบหน้า เธอรู้สึกร่างกายของเขากำลังจะถูกฉีกออกเป็นสองท่อน
ลมส่งเสียงกู่ร้องในใจของเธอ นี่พวกเรามาล้มเลิกเกมนี้กันดีไหม เธอกู่ร้องอย่างนี้ครั้งแล้วก็ครั้งเล่า แต่มันไม่มีเสียงออกจากริมฝีปากของเธอ เพราะเธอกลัวว่า หากพวกเธอทำเช่นนั้น พวกเธอจะแพ้ทั้งสามคน เหตุการณ์อย่างนี้ไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก ในวินาทีนี้พวกเธอกำลังเป็นสักขีพยาน การกำเนิดของกาลเวลา และหากพวกเธอทำเป็นเล่น ลมกลัวว่า พวกเธอสามคนจะหมดความหมายโดยพร้อมเพรียงกัน แต่หากพวกเธอเดินหน้า อาจมีหนึ่งคนที่ต้องหมดความหมายลง คนคนนั้นไม่ใช่เธอ เพราะเธอได้หมอบไปแล้ว แต่เธอไม่อยากสูญเสียเพื่อนของเธอ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหรือไฟ
เมื่อไม่มีคำตอบจากลม น้ำก็ตัดสินใจเกต่อไป เหมือนอยู่ในความฝัน เขารู้ว่าหากเขาถอยเขาจะไม่มีตัวตนเหลืออยู่ แต่หากเขาเดินหน้า เขาก็อาจไม่มีตัวตนเหลืออยู่ มันแตกต่างกันเพียงนิดเดียวเท่านั้นตรงที่มีคำว่าอาจจะ ในส่วนลึกเขารู้สึกเกลียดตัวเอง
เกือบชั่วโมงต่อมา
ไฟ เธอรู้ไหมว่า หากเกมนี้เธอแพ้ เธอจะเป็นหนี้ฉันหนึ่งร้อยล้านบาท น้ำเอ่ยขึ้น
และต่อให้เธอทำงานตลอดหนึ่งชีวิต เธอก็คงคืนมันได้ไม่หมด
แต่ฉันหามาคืนเธอได้แน่ ไฟยืนยัน
แต่ฉันซิ จะหามาคืนเธอไม่ได้ ต่อให้ฉันทำงานตลอดหนึ่งชีวิต น้ำพูดเสียงสั่น
แล้วไง ไฟถามหน้าตาเฉย
หมายความว่า พวกเธอหมดเครดิตแล้วนะซิ ลมเสริม เธอทำตัวเป็นกรรมการ
ฉันคิดว่าเกมต้องยุติแล้วละ
งั้นฉันขอดูไพ่ น้ำพูด พร้อมกับเปิดไต๋ของเขา
มันเป็นเพียงเจ็ดโพดำ แต่นั่นไม่สำคัญ เพราะเขามีตองคิงอยู่แล้ว
ไฟมีอาการชะงักนิดหนึ่ง แล้วเธอก็หงายไต๋ของเธอ มันเป็นเพียงแปดโพแดง แต่ไม่มีใครแปลกใจ เพราะไม่มีใครคิดว่าเธอจะสามารถมีเอใบที่ห้า ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ
แล้วทำไงต่อไป
ในความเงียบ และช่องว่างนั้น ไฟคล้ายหนึ่งได้ลืมตัวไปวูบหนึ่ง
เธอแพ้แล้ว ลมพูดเสียงในลำคอ
มันเป็นสิ่งที่เธอไม่อยากพูดเลย ทันใดนั้น ใบหน้าของไฟเปลี่ยนสี แม้มันจะเพียงแวบเดียว ดวงตาของเธอคล้ายหนึ่งจะร้องไห้ แต่เธอก็กลั้นน้ำตาไว้ได้ เธอลุกขึ้นยืน เก็บข้าวของของเธอ แล้วเดินออกไป มองดูท้องฟ้า พบว่ามันเป็นเวลาเย็นแล้ว
นั่นเธอจะไปไหน ลมรีบตามออกมาที่ประตู แล้วถาม
ก็ออกไปทำงาน หาเงินมาคืนหนี้นะซิ ไฟตอบเรียบๆ แล้วเธอก็เดินไป
ลมเดินกลับมาที่โต๊ะของเธออย่างอ่อนล้า แล้วอย่างไม่คาดคิด เธอร้องไห้
น้ำนั่งเงียบ ปล่อยให้ลมร้องไห้อยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดเขาก็เดินมาใกล้ แล้วเอื้อมมือมาแตะที่บ่าของลมอย่างปลอบใจ
มันไม่ใช่ความผิดของเธอหรอกนะ
ฉันรู้สึกเสียใจ ลมพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเอง
ฉันปวดร้าวเพราะฉันไม่สามารถเข้าข้างใครได้
มันไม่ใช่ความผิดของใครหรอกนะ มันเป็นอุบัติเหตุ แต่มันเป็นอุบัติเหตุที่ปรากฏขึ้นในรูปของเหตุการณ์ น้ำพูด
ลมเงยหน้ามองน้ำตรงๆ เธอสังเกตว่าใบหน้าของเขาซีดขาวอย่างน่ากลัว แต่แววตานั้นกลับอ่อนโยน
ข้อสำคัญ เรายังไม่รู้หรอกว่า ใครแพ้ใครชนะ
ฉันเป็นห่วงไฟ ถ้าเค้าหาเงินมาคืนเธอไม่ได้ เค้าอาจไม่กลับมาโรงเรียนนี้อีก นับต่อนี้ไป ห้องเรียนของเราก็จะเหลือเพียงเจ็ดคน ลมพูด
เธอรู้ตัวว่านับจากวันนี้ ห้องเรียนแห่งนี้ได้แตกสมมาตร
แต่หากไฟสามารถหาเงินมาคืนได้ แม้จะเพียงทีละน้อยๆ เธอก็ไม่อาจอยู่ในห้องนี้ต่อไปได้ เท่ากับว่าหลังจากวันนี้ ห้องเรียนนี้จะไม่มีน้ำ ห้องเรียนของเราจะเหลือเพียงเจ็ดคนอยู่ดี
ฉันเข้าใจ
น้ำตอบพร้อมกับเดินไปเก็บข้าวของของเขา แล้วเดินออกไป
ในที่สุด ในห้องก็เหลือเพียงลม
หมายเหตุ เรื่องสั้น ห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก
ห้องเรียนนี้มีอยู่จริง แต่วันนี้มันสูญสลายไปแล้ว ผมไม่มีภาพถ่ายให้ เพราะบ้านเก่าของผมถูกทุบทิ้งไปแล้ว แต่ผมกังวลใจเสมอว่า ผมจะทำอะไรในวัยชรา ผมจะยังมีปฏิบัติการอะไรทำ มีงานอะไร คำตอบคืองานเก่าของผมที่ถูกเก็บสะสมอยู่ในลิ้นชัก สามารถถูกนำมาทำใหม่ได้ และงานคอนเซ็ปชวลชิ้นนี้เป็นหนึ่งที่ผมหมายตาไว้ วันหนึ่งเมื่อผมอายุมากกว่านี้ ผมจะหาสถานที่ แล้วทำห้องเรียนนี้ขึ้นมาใหม่ ห้องเรียนที่มีผมอยู่เพียงคนเดียว มีโต๊ะเก้าอี้แปดชุด ในวันนั้น งานชิ้นนี้อาจจะมีพลังมากยิ่งกว่าแต่ก่อน มากกว่าห้องที่ผมทำในวัย ๒๗ ปี หรือไม่มันก็เป็นห้องดับจิตของผม
|
|
|
|
all right reserve for
thaicanto.com : contract us at webmaster@thaicanto.com
any recommend send us at info@thaicanto.com
|
|
|