สู้เขาสิ อ้อ
นางฟ้า
ประโยคสุดท้าย
แพรว
ความเงียบแห่งจักรวาล
เพื่อนของนิพัทธ์
เด็กชายปกรณ์กับเด็กหญิงปกรณ์
กลับไปขึ้นข้างบน
สู้เขาสิ อ้อ
๑
วันนั้นเป็นวันที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งในชีวิตของฉัน วันที่ทีมบ้านหว้าของเรา ชนะทีมจากบ้านโคกทรัพย์ วันนั้นเป็นรอบรองชนะเลิศ และเป็นชัยชนะครั้งที่สี่ในฤดูกาลนี้ คราวนี้ก็จะเหลือพวกเรากับทีมผีดิบเท่านั้น
แต่เมื่อพวกเราพาเรือกลับขึ้นฝั่ง เงามืดของพวกผีดิบก็แผ่เข้ามา พวกเขาหกคนยืนรอพวกเราอยู่บนตลิ่ง ฉันไม่ทันสังเกตพวกเขาเลย ไม่รู้มาตั้งแต่เมื่อไร พวกเขาท้าเราให้แข่งขันชิงชนะเลิศในวันนั้นเลย แทนที่จะต้องรออีกหนึ่งอาทิตย์ และแตนรับคำท้านั้น ส่วนพวกเราก็ตามใจแตน
เสียงประกาศทางไมโครโฟนดังก้องหน้าศาลาว่า อีกสักครู่จะมีการแข่งเรือประจำปีของจังหวัด ประเภทหญิง รอบชิงชนะเลิศ เพราะทั้งสองทีมสุดท้ายมีความกระตือรือร้นอยากพิสูจน์ฝีมือกัน มีเสียงเซ็งแซ่ของชาวบ้านริมฝั่งน้ำ พวกเขาก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย มีเสียงเชียร์กันใหญ่ ฉันเพ่งมองไปที่อ๊อดน้องชายคนเดียวของฉัน เขาตามเชียร์พวกเราไม่เคยขาด ยามนี้เขาเต้นโหยงเหยงอยู่ใต้ต้นมะขาม
เดือนเดียวกันนี้ของปีก่อน เราเอาชนะทีมคลองทราย แชมป์เก่าของปีก่อนโน้นลงได้ ไม่น่าเชื่อเลย ปีที่แล้วพวกเราเป็นน้องใหม่ เจ้าแตนเองนะแหละที่เป็นคนชวนพวกเราห้าคนมาแข่ง สาระรูปอย่างอ้อนี่นะหรือจะมาแข่งเรือ ฉันขำจะแย่ แต่แตนเธอยืนยันว่าน่าลองดู ในที่สุดพวกเราก็ลงสมัคร คิดว่าหาประสบการณ์สนุกๆ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ด้วยความอายกลัวแพ้ พวกเราเลยซ้อมกันเต็มที่ ทำไปทำมาในที่สุดเรากลับเป็นแชมป์ได้
แต่ปีนี้กลับตรงกันข้าม พวกเราคือแชมป์เก่าที่กำลังป้องกันตำแหน่ง กับทีมน้องใหม่
ฉันจำได้ เมื่อเดือนก่อนนี้เอง ฉันเพิ่งได้ยินเรื่องราวของพวกเขา
ทีมคลองทราย แชมป์เก่าของปีก่อนโน้น เคยโวยวายว่า ที่พวกเราเอาชนะพวกเขาได้เพราะพวกเราโชคดี ในวันนั้นตัวจริงของทีมพวกเขาล้มป่วยลงแข่งไม่ได้หนึ่งคน เลยแพ้ อาจจะจริงของพวกเขา แต่ฉันก็รู้สึกไม่ดีเลย ที่เมื่อแพ้แล้วมีข้ออ้างแบบนี้ ปีนี้พวกเราเตรียมตัวรับการแก้มือของพวกเขาเต็มที่ ได้ยินมาว่าพวกเขาฟิตซ้อมด้วยความมุ่งมั่น ที่จะชิงเอาตำแหน่งแชมป์ของพวกเขากลับคืน ฉันคิดว่าก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่มีข้ออ้าง
แต่แล้วบ่ายวันนั้น ตอนที่ฉันพายเรือไปตลาด ผ่านบ้านของน้อย เจ้าน้อยกระหือกระหอบมาบอกข่าวใหญ่กับฉันว่า ทีมบ้านคลองทรายตกรอบแรกเสียแล้ว เสียท่าทีมน้องใหม่จากบ้านสามเรือน ฉันไม่อยากเชื่อหูตัวเองเลย เป็นไปได้ไง และหมู่บ้านนี้ ฉันก็ไม่เคยได้ยินชื่อ
น้อยบอกว่าเธอไปดูด้วยตาตัวเอง เป็นการแพ้ขาดเกือบหนึ่งช่วงตัวด้วย พวกคลองทรายเสียใจมาก ร้องไห้กันหลายคน แม้แต่ตัวน้อยเองที่ไม่ชอบขี้หน้าพวกนั้นก็อดสงสารไม่ได้
ในวันนั้นแหละที่น้อยให้ฉายาทีมน้องใหม่นี้ว่าผีดิบ ฉันแปลกใจถามว่าทำไม เธอบอกว่าพวกนี้ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีความเห็นอกเห็นใจใดๆเลย หน้าเฉย กระด้าง เหมือนพวกผีดิบเลย ฉันฟังแล้วยิ่งกลัว ไม่ช้าชื่อเสียงของพวกเธอก็ดังกระฉ่อน กลายเป็นเต็งหนึ่งไปเลย กิตติศัพท์ความเก่งของพวกเขาดังกระหึ่มไปทั่ว จากวันนั้นมา คู่ปรับของเราได้เปลี่ยนจากบ้านคลองทรายไปเป็นบ้านสามเรือนเสียแล้ว
ไม่คิดว่าอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า สิ่งที่พวกเราเฝ้ารอคอยกำลังจะเกิดขึ้นจริง ไม่ต้องส่องดูกระจกฉันก็รู้ว่าตอนนี้หน้าฉันคงแดงก่ำไปหมด ฉันกลายเป็นฟักทองสีแดง เวลาฉันตื่นเต้น ฉันจะมีอาการอย่างนี้ หน้าแดง เม็ดเหงื่อเล็กๆผุดเหนือริมฝีปาก และเหนียวฝ่ามือ
๒
เรือของพวกเขาและของพวกฉันได้ลอยมาตั้งลำที่จุดสตาร์ท ฉันอดมองใบหน้างดงามผิดธรรมดาของพวกเขาไม่ได้
หลายครั้งพวกเราได้คุยถึงพวกเขา ตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า และแล้ววันที่เจอพวกเขาเป็นครั้งแรกก็มาถึง มันเกิดขึ้นในตลาดเมื่อสองอาทิตย์ก่อน หน้าบ้านของแป้ง ฉันกับน้อยนั่งคุยกันที่ร้านขายของชำของแป้ง ขณะที่พวกเราสามคนนั่งคุยกันอย่างเพลิดเพลิน อยู่ๆเจ้าน้อยก็มีอาการเกร็ง ตาเบิกกว้าง เธอกระซิบบอกพวกเราว่า
นั่นไง พวกผีดิบ
ฉันหันไปมอง เห็นเด็กสาววัยรุ่นสามคนเดินซื้อของท่ามกลางฝูงชน แต่ฉันก็มองเห็นพวกเขาทันที พวกเขามีบุคลิกอะไรบางอย่างที่แตกต่างกับชาวบ้านแถวนั้น แต่สิ่งที่ฉันสะดุ้งก็คือ ฉันพบว่าพวกเขาทั้งสามคนล้วนสวย
นี่นะหรือ ทีมผีดิบ ฉันว่าชื่อนี้ไม่เหมาะกับตัวพวกเขาหรอกนะ
ฉันกระซิบกับน้อย
ฉันคิดในใจว่าพวกเขาสามคนล้วนสวยไม่แพ้แตนเลย ในทีมของเรามีเพียงแตนคนเดียวที่สวย ที่เหลืออีกห้าคน ล้วนดูไม่ได้ หรือไม่ก็พอไปวัดไปวาได้ แตนเป็นสาวงามประจำหมู่บ้านเลยนะ และเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราด้วย แม้เจ้าตัวจะไม่รู้สึก เธอกระโดกกระเดก แข็งกระด้าง และแก่นกะโหลก เธอบอกว่าเธอสวยแต่รูปจูบไม่หอม ว่าตัวเองเสียอีก แต่ฉันไม่เห็นด้วยหรอก ฉันว่าเจ้าแตนสวยไม่แพ้ใครทั้งนั้น เพียงแต่เธอตัวดำ ไม่ชอบแต่งตัวเท่านั้นเอง
แต่สมาชิกทั้งสามของทีมผีดิบที่อยู่ข้างหน้าฉัน ล้วนสวยไม่แพ้แตนเลย พวกเขามีรูปร่างเพรียว สูง ผิวขาวกว่าแตน ล้วนผมยาว แต่ท่าทางแข็งกระด้างบางอย่าง จริงอย่างที่เจ้าน้อยว่า พวกเขาดูร้ายกาจยังไงไม่รู้
คนหนึ่งในนั้น คล้ายจะรู้ตัวว่ามีคนจ้องมองและพูดถึง เธอมองมาที่ฉัน จ้องเขม็ง ฉันตกใจรีบก้มหน้าลง
น้อยกระซิบบอกกับฉัน
คนนั้นแหละ ตัวกัปตัน
แล้วอีกสามคนที่ไม่ได้มาล่ะ หน้าตาเป็นยังไง
แป้งกระซิบถามน้อย
หน้าตาก็พอๆกับที่เห็นนี่แหละ
น้อยตอบหน้าตาเฉย ฉันกับแป้งมองหน้ากัน ฉันอุทาน
โอ้โห ฉันไม่อยากเชื่อเลย หมู่บ้านนั้น มีแต่คนสวยทั้งนั้นเลยหรือ
น้อยส่ายหน้า
ฉันไม่รู้หรอก แต่ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือฉันว่าพวกเขาเป็นผีดิบ
ตั้งแต่วันนั้นมา ฉันทั้งกลัวทั้งทึ่งพวกเขา ยิ่งยามนี้เรือสองลำมาเทียบใกล้กัน ฉันยิ่งกลัวใหญ่ ฉันรู้สึกขนลุก สิ่งแรกที่ฉันรู้สึกคือความเงียบ ความเอาจริงของพวกเขา พวกฉันสิ ไม่รู้จะเอาจริงหรือเปล่า ฉันคนหนึ่งละ ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักกีฬาเลย บังเอิญฉันพายเรือมาตั้งแต่เด็ก เลยพายเป็นเท่านั้นเอง และความมุ่งมั่นของแตนเท่านั้นที่ทำให้พวกเรามาอยู่ในการแข่งขันครั้งนี้
ในเรือของฉัน ฉันนั่งหน้าอยู่ทางซ้ายมือของแตน ข้างหลังแตนคือเต๋า ข้างหลังฉันคือน้อย ส่วนแถวหลัง มีแป้งกับเดือน
เทียบข้างกัน ฉันยิ่งเห็นว่าพวกเราสวยสู้ไม่ได้ ฉันเป็นคนหน้ากลม ตัวเล็ก คนอื่นเขาเรียกฉันว่าฟักทอง อย่างเต๋า เธอรูปร่างเพรียวใกล้เคียงกับแตน พอนับได้ว่าเป็นนักกีฬา แต่เธอไม่ได้สวยเหมือนแตน ตัวดำกว่า ผิวก็หยาบ แต่ฉันชอบที่ฟันเธอขาวสะอาด และเธอเป็นคนเงียบที่สุดในกลุ่ม
แต่น้อยนี้ดูไม่ได้เลย ตัวเล็ก อารมณ์ร้อน ปากร้าย ข้อดีอย่างเดียวคือเธอเป็นคนปากตรงกับใจ ไม่มีอะไรซ่อนเร้น ส่วนแป้งนั้น ปีนี้อ้วนกว่าปีก่อน ลำพังมองแป้งคนเดียว ฉันก็คิดว่าเราไม่มีทางชนะ เพราะเธออ้วน เธอคุยว่าถึงเธอจะอ้วน แต่ก็แข็งแรง ฉันไม่ค่อยแน่ใจ แต่ฉันรักแป้งนะ เธอเป็นเพื่อนที่ใจดีที่สุดในกลุ่ม ไม่เคยเอาเปรียบเพื่อนเลย
คนสุดท้ายคือเดือน เดือนตัวขาว หน้าตาพอใช้ได้ ปากเธอแดงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ทาลิปสติก ฉันจึงรู้สึกว่าเธอเซ็กซี่ที่สุดในกลุ่ม แต่ที่จริงเธอเจ้าเล่ห์ และชอบเอาเปรียบเพื่อน แต่ถึงอย่างไรเธอก็เป็นสมาชิกถาวรของกลุ่ม เพราะพวกเราเรียนหนังสือด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นประถมหนึ่ง
เสียงเป่านกหวีดดังขึ้น แล้วการแข่งขันก็เริ่มขึ้น
ฉันรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก ฉันกลัวแพ้ มันเป็นนิสัยขี้ขลาดของฉันอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก อาจเพราะเหตุนี้ฉันจึงสนิทกับแตน เพราะรายนั้นเธอไม่เคยกลัวใครเลย ฉันเลือกนั่งข้างแตน เพราะอย่างน้อย ฉันรู้สึกมีกำลังใจ หากไม่มีแตน ฉันไม่กล้าลงแข่งหรอก
คิดถึงความรักที่ฉันมีต่อแตน มันมีมานานจนเหมือนนิรันดร ตั้งแต่ตอนที่เราอยู่ประถมหนึ่ง
จำได้ว่าตอนเด็กๆแตนกล้าชกแม้แต่กับเด็กผู้ชาย ที่แปลกยิ่งกว่าเธอชกเอาชนะได้ เธอบอกว่ามนุษย์ทุกคนมีจุดอ่อน ชกให้โดนจุดอ่อนก็ชนะ เช่นชกให้โดนตาคู่ต่อสู้ แค่นี้ก็พอ แม้ฟังดูง่าย ฉันไม่มีวันทำได้ แต่แตนเธอชกโดนตาเด็กผู้ชายวิ่งร้องไห้ไปหลายคน
แตนไม่กลัวแม้แต่เด็กตัวโตกว่า หากเขาแข็งแรงกว่ามาก แตนก็ใช้ไม้ แตนบอกว่าการต่อสู้อยู่ที่ใจ หากใจชนะ ก็ชนะไปแล้วครึ่งหนึ่ง ฉันฟังด้วยความเข้าใจ พอแตนไม่อยู่ ใจที่ว่าเอาชนะไปครึ่งหนึ่งก็ไม่รู้หายไปไหน ฉันเป็นได้แค่กองเชียร์มากกว่า หากมีเรื่อง เธอก็จะออกรับหน้าเสมอ โชคดีที่นี่เป็นเรื่องสมัยเด็ก วันนี้พวกเราโตกันแล้ว และแตนก็สวยเกินกว่าจะมีผู้ชายคนไหนหน้าด้านพอจะมาชกด้วย
นั่งข้างๆแตนฉันรู้สึกเหมือนมีแรงพิเศษส่งผ่านตัวเธอมา อย่างน้อย ฉันก็สู้เท่าที่แรงฉันมี
มันเป็นการพายเรือเป็นเส้นตรงเข้าสู่เส้นชัย ที่มีธงสีแดงปักไว้กลางน้ำเป็นเครื่องหมาย ระยะทางยาวสี่ร้อยเมตร ฉันไม่รู้ว่าเข้าถึงเส้นชัยเมื่อไร รู้แต่ว่าเมื่อเข้าถึงแล้ว ฉันมีอาการหมดแรง ฉันไม่รู้ว่าแพ้หรือชนะ เพราะตอนพายเรือนั้น ฉันไม่กล้าหันไปมองพวกเขาเลย ฉันตั้งหน้าตั้งตาพายเรือไปข้างหน้า
เหงื่อจากหน้าผากไหลลงมาที่ดวงตาของฉัน จนฉันต้องหลับตาลง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ฉันมองไปที่ฝั่งน้ำ มองดูชาวบ้านหว้าของฉัน โดยเฉพาะเจ้าอ็อด ท่าทางของเขาจะบอกให้ฉันรู้ได้ว่าทีมของเราแพ้หรือชนะ แต่แล้วใจของฉันก็หายวาบ เพราะเขายืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้น ไม่ได้กระโดดโลดเต้นเหมือนแต่เคย แสดงว่าเราแพ้เสียแล้วหรือ ฉันรู้สึกแสบตาเหมือนจะร้องไห้
ถึงตอนนั้นฉันหันไปมองเพื่อนๆของฉัน พบว่าแต่ละคนเหงื่อเต็มตัว ท่าทางตื่นๆ มีอาการไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น
แล้วฉันก็ได้ยินเสียงประกาศจากไมโครโฟน
ผลของการแข่งขัน การแข่งพายเรือประจำปีของจังหวัด ระหว่างทีมบ้านหว้ากับทีมสามเรือน เสมอกัน
๓
บ่ายวันนั้น แสงแดดร้อนกล้า
เวลาพายเรือฉันไม่กล้าหันไปมองฝ่ายตรงข้าม ฉันกลัวเสียสมาธิ กลัวแพ้ มองแต่ธงสีแดงที่เป็นเส้นชัย พอรู้ว่าเสมอ ฉันอยากร้องไชโยด้วยความดีใจ แต่กลัวเสียมาดของแชมป์เก่า เดี๋ยวคนอื่นจะรู้ว่าพวกเราเป็นรอง ฉันจับมือของน้อยแน่น การครองแชมป์ซ้ำอีกปี เป็นความพอใจสูงสุดของฉัน
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ทีมผีดิบพายเรือตรงเข้ามาหาพวกเรา เจ้ากัปตันที่หัวเรือพูดกับแตนว่า
พวกเราไม่อยากครองแชมป์ร่วม ต้องการแข่งใหม่ พวกเธอจะว่ายังไง
แววตาเหยียดหยามของพวกเธอทำให้แตนหน้าแดง
ได้เลย กี่ครั้งก็ได้
แตนตะโกนตอบกลับไป
ฉันเห็นพวกเขาพายเรือกลับไปที่ศาลา ส่วนตัวฉันยังชาไม่หาย ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าต้องแข่งใหม่ แล้วฉันจะเอาแรงจากที่ไหน
ปกติน้อยจะโวยก่อนเพื่อน แต่คราวนี้กลับเป็นเสียงของเดือน
แตน แขนของฉันจะหลุดอยู่แล้วนะ
ฉันด้วย
ตามด้วยเสียงของแป้ง เธอพูดต่อด้วยเสียงอ่อนโยน
แตนถามความเห็นของลูกทีมก่อนซิ ว่าพวกเราไหวหรือเปล่า เดี๋ยวแพ้จะอายเขานะ เอาไว้แข่งวันอื่นเถอะ
ฉันเห็นด้วยกับเดือนและแป้ง แต่ฉันไม่กล้าพูด มองดูใบหน้าแข็งกระด้างของแตนยามนี้ ฉันรู้ว่าเธอกำลังโกรธ
ถ้ารอแข่งใหม่วันอื่น เราจะแพ้ ฉันกล้ายืนยัน และถ้าเราไม่กล้าสู้พวกเขาวันนี้ พวกเขาจะเยาะเย้ยเราตลอดไป พวกเธออยากให้เป็นอย่างนั้นหรือ พวกเธอไม่เห็นแววตาของพวกเขาที่มองเราหรือ หากเราครองแชมป์ร่วมแล้วถูกดูถูกว่าไม่กล้าสู้ ฉันว่าสู้จนแพ้ยังจะดีกว่า
แตนพูดเสียงเรียบ
แต่พวกเราแข่งมาสองรอบแล้วนะ พวกเราเสียเปรียบ พวกมันฉวยโอกาส และรู้ว่าหากแหย่ให้เธอโกรธ เธอต้องสู้แน่นอน ทำไมเราต้องหลงกลพวกมันด้วย มันไม่ยุติธรรมเลย
น้อยโต้แย้ง
อ้ายน้อย
แตนตวาดแวด
เลิกความคิดแบบนี้เสียทีได้ไหม การต่อสู้เขาไม่ได้มองจุดนี้หรอก มันเป็นเรื่องของใจ ถ้าเราคิดแต่ว่าพวกเขาเอาเปรียบเรา ก็เท่ากับเราแพ้แล้ว
แป้งกับเดือนก้มหน้า ไม่กล้าว่าอะไร ทุกคนเคยกับความเคยชินที่ว่า ในคราวคับขัน จะทำตามแตน เธอกำลังโกรธ ใครจะกล้าไปเถียง
เสียงประกาศทางไมโครโฟน บอกว่าจะมีการแข่งรอบสอง ทำให้ชาวบ้านส่งเสียงวิจารณ์กันเซ็งแซ่ และพากันตื่นเต้นกันใหญ่ ไม่รู้ฉันคิดไปเองหรือเปล่า ฉันรู้สึกมีคนมามุงดูกันมากกว่าเดิม เหมือนเป็นเทศกาลใหญ่ คนที่เพิ่มเข้ามานี้มาจากไหน
๔
พวกเราพายเรือกลับไปที่เส้นสตาร์ทอย่างช้าๆ ฉันรู้สึกเย็นสบาย และถือโอกาสพักไปในตัว
เสียงเป่านกหวีดดังขึ้นสำหรับการแข่งใหม่รอบสอง
ฉันรู้สึกเหนื่อยล้าตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ปวดแขนไปหมด แต่ฉันไม่กล้าทำให้เพื่อนเสียใจ ในยามคับขันฉันจึงรู้ถึงความผูกพันของพวกเรา พวกเราแอบหนีโรงเรียนไปเที่ยว หรือหาเรื่องบ้าๆบอๆทำกัน และการแข่งเรือของปีนี้อาจเป็นปีสุดท้ายที่พวกเราจะได้ทำอะไรด้วยกันอย่างนี้อีก นับวันเส้นทางของพวกเราก็กำลังจะแยกออกจากกัน เพราะทุกวันนี้พวกเราไม่ได้เรียนหนังสือด้วยกันอีกแล้ว
ในยามนี้ฉันกลับพยายามทำใจให้สงบ เยือกเย็น ด้วยการคิดเรื่องราวอื่นๆ ปล่อยให้ความคิดผ่านเข้ามาในสมอง ส่วนมือก็ทำงานไปอย่างเป็นจังหวะ ให้ประสานกับเพื่อนของฉัน ฉันคิดว่าการมีเรื่องให้คิดฝัน เป็นวิธีที่ดีที่สุด ทำให้ฉันไม่เหนื่อยมาก ปกติฉันเป็นคนชอบฝันกลางวันอยู่แล้ว
ในวูบหนึ่งฉันคิดถึงแม่ ตั้งแต่เช้าฉันไม่เห็นแม่ บางครั้งแม่ก็จะมาช่วยเป็นกำลังใจให้ฉัน ส่วนพ่อนั้นไม่ต้องหวัง นอกจากกินเหล้าแล้ว พ่อไม่ค่อยสนใจเรื่องอื่น วันไหนอารมณ์ดีไม่ดุฉันก็บุญนักหนา
การเป็นคนชอบกินเหล้า มันทำให้อารมณ์ของพ่อแปรปรวน ตั้งแต่ฉันเป็นเด็ก หากพ่อหงุดหงิดขึ้นมา ฉันมีสิทธิโดนตี และพ่อเวลาตีฉัน จะลืมตัว เคยตีจนฉันล้มป่วยหลายครั้ง แต่บางครั้งที่พ่อไม่ได้กินเหล้า อารมณ์ดี ก็จะกอดจูบฉัน เอาฉันนั่งตักนานๆ
เขาอยากให้ฉันเป็นกุลสตรีอยู่กับบ้านมากกว่ามาเป็นนักกีฬา พ่อมีลูกสาวคนเดียว บางครั้งก็รักและหวงฉัน ลูกชายสองคนของพ่อ พ่อกลับไม่ว่าอะไร พี่โอ๊ตไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ นานๆจะกลับบ้านที และไม่สนใจเรื่องราวของฉัน มีเพียงอ๊อดที่สนิทสนมกับฉัน อาจเพราะฉันเลี้ยงเขาตั้งแต่เด็ก
โชคดีที่แม่ของฉันใจดี ไม่เคยดุว่าฉันเลย และแม้ครอบครัวของฉันจะไม่ดีที่สุด แต่เปรียบไปกับเพื่อนของฉัน มันก็ยังดีที่สุด แตนกำพร้าพ่อกับแม่ตั้งแต่เล็ก อยู่กับน้าสาว เธอโชคดีที่น้าสาวรักเธอเหมือนลูกในไส้ แต่ถึงกระนั้น ฉันก็รู้สึกถึงความเป็นเด็กกำพร้าของแตน มันเป็นอารมณ์เหงาลึกอย่างไรชอบกล และคงไม่มีอะไรมาทดแทนได้
เต๋าก็กำพร้าแม่ มีแต่พ่อที่เป็นสัปเหร่อ พ่อของเต๋าแม้จะมีอายุมากแล้ว แต่ก็รักเต๋า แม้ในวันนี้ก็มาเชียร์เธอ น้อยมีพ่อกับแม่ แต่ก็เหมือนไม่มี เพราะพวกเขาทิ้งเธอไว้กับยาย แล้วส่งเงินมาให้บ้าง ไม่ให้บ้าง มีแต่ยายที่รักและเลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เล็ก นานๆครั้งพวกเขาจะมาเยี่ยมน้อย ฉันไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร ทำไมพวกเขาไม่รักลูกของตัวเอง
แป้งมีพ่อกับแม่ แต่พวกเขาเป็นคนค้าขาย วันๆเอาแต่ทำมาหากิน หาเงินให้มากที่สุด ชีวิตของแป้งก็พอใช้ได้ แต่หากเปรียบไป พ่อของฉันแม้จะดุ แต่ยังมีบางเวลาโอ๋ฉัน แป้งไม่เคยได้รับความอบอุ่นอย่างนั้น
เดือนอยู่กับแม่ ส่วนพ่อทิ้งพวกเขาไปตั้งนานแล้ว ดีที่แม่ของเดือนเป็นคนขยัน พวกเขาสองคนจึงอยู่ได้ ฉันคิดดูพวกเราหกคนเหมือนกันอยู่อย่าง คือมีชีวิตครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์นัก และอาจเพราะเหตุนี้ทำให้พวกเรารักกันมากเป็นพิเศษ
ฉันเหมือนได้ยินเสียงใครเรียกชื่อฉัน เหมือนมีใครบอกว่า สู้เขาสิ พี่อ้อ หากไม่ใช่เพราะหูของฉันแว่วไปเอง คงเป็นเสียงของอ๊อด
การแข่งรอบสองนี้ ที่จริงฉันเหนื่อยแทบใจจะขาด กล้ามเนื้อของฉันร้อนจี๋ มันเจ็บแผ่ลามลำแขนขึ้นไปถึงบ่าและลำตัว ขึ้นไปตามลำคอ และรู้สึกระยะทางช่างยาวไกลเหลือเกิน คล้ายกับว่าระยะทางได้ถูกยืดออกเป็นสองเท่าตัว พายตั้งนานกว่าจะถึงเส้นชัย แต่แม้กระนั้นในแต่ละจ้ำ ฉันรู้สึกเหมือนมีช่องว่าง ให้ฉันคิดฝัน
๕
ในที่สุดเราก็มาถึงเส้นขอบฟ้า
ตอนที่พวกเรามาถึงเส้นชัยครั้งที่สอง ใจของฉันเต้นแรง ฉันรู้สึกเรือของพวกผีดิบก็มาถึงเส้นชัยในเวลาไล่เลี่ยกัน เกือบหันไปมอง แต่แล้วก็แข็งใจไว้ ลึกๆฉันรู้สึกภูมิใจที่มาถึงเส้นชัยได้ ฉันกลัวจะมาไม่ถึง ฉันเอามือกวักน้ำในลำคลองขึ้นมาล้างหน้า ระบายลมหายใจของฉัน อยากนอนหลับ
ฉันรู้สึกว่า พวกเราแพ้แล้วละ
ไม่รู้เพราะอะไร น้อยพูดขึ้น
อ้ายบ้าน้อย พูดดีๆนะ พูดอย่างนี้ เดี๋ยวโดนถีบตกคลองเลย
แตนเสียงแข็ง
ก็ฉันเห็นเรือของพวกเขาแซงพวกเราอยู่หน่อยหนึ่งนี่นา
น้อยเถียง
แล้วทำไมข้าที่นั่งข้างหน้าไม่เห็นล่ะ แกมันตาฝาดมากกว่า อ้ายแพ้หน่อยหนึ่งที่ว่ามันอยู่ในใจแกต่างหาก
แตน น้อยเขาเพียงออกความเห็นเท่านั้น
ฉันออกความเห็นบ้าง แตนหน้าหงิก
ฉันอดน้อยใจไม่ได้ ตลอดเวลาที่แข่งในรอบสองนี้ ฉันคิดถึงแต่แตนด้วยความรัก คิดว่ายังไงก็จะไม่ให้เธอผิดหวัง แต่ในยามหงุดหงิด เธอกลับมองฉันอย่างตาเขียวแบบนี้
อ้ายแตน เอ็งเป็นเผด็จการตั้งแต่เมื่อไหร่
น้อยชักเลือดขึ้นหน้า
เป็นมันเดี๋ยวนี้ก็ได้ ใครจะทำไม
แตนตอบอย่างดื้อด้าน
ความน่าเกลียดของแตนกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฉันว่าในที่สุดคงไม่มีใครทนแตนได้ แต่ในวูบนั้นฉันมองเห็นอะไรบางอย่าง มันทำให้ฉันก้มหน้าลงแล้วอมยิ้ม แล้วอยู่ๆฉันก็หัวเราะขึ้นมา
เฮ้ย ขำอะไรวะ
แตนยังเสียงแข็ง
ฉันขำแตนนะสิ หน้าของแตนตอนนี้ เหมือนสมัยเด็กเลย น่าเกลียดชะมัด
ฉันตอบ คิดถึงหน้าตาของแตนในวัยเด็ก เวลากำลังจะมีเรื่อง มีอาการดื้อรั้น ไม่เอาเหตุเอาผล ทั้งน่าโมโหและน่าขบขัน
ยามนั้นฉันได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักจากแถวหลัง ในที่สุดทุกคนในเรือก็หัวเราะ รวมทั้งน้อยกับแตน
เสียงประกาศผลการแข่งขันดังขึ้น ฉันแทบไม่เชื่อหูตัวเองเลย ว่าพวกเราเสมอกันอีกครั้ง
เมื่อสิ้นเสียงประกาศผลการแข่งขันรอบที่สอง มีแรงกดดันที่หนักอึ้งบนอกของฉัน ทั้งดีใจและหนักใจ ฉันคิดว่าทุกคนคงกังวลใจกับสิ่งที่จะตามมา มันเหมือนอะไรที่เราอยากให้จบลงเสียที แต่มันจบไม่ได้
ตั้งแต่ฉันแข่งเรือมา ยังไม่เคยเสมอเลย แต่อยู่ๆวันนี้กลับมาเสมอกันถึงสองเที่ยว ในส่วนลึกฉันรู้สึกหวานวูบ ฉันคิดว่าวันนี้เป็นวันพิเศษที่ไม่มีวันลืม แต่ฉันกลัวว่าเราต้องแข่งใหม่อีกเที่ยว และเมื่อพวกทีมผีดิบพายเรือเข้ามาท้าทายพวกเราอีกครั้ง ฉันก็รู้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร
แตนรับคำท้าของพวกเขาอีกครั้ง
เมื่อพวกเขามาท้าทายพวกเราเป็นครั้งที่สาม เราทุกคนนิ่งเงียบ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแตนรับคำท้าโดยดี เพราะรู้แล้วว่าไม่มีใครจะไปเปลี่ยนใจแตนได้ เรือของเราลอยไปอย่างช้าๆ ฉันหันไปมองใบหน้าเพื่อนๆที่อยู่ข้างหลัง พบว่าพวกเขาหน้าซีดอย่างน่ากลัว
เต๋าซึ่งปกติไม่ค่อยได้พูดอะไร ในยามนั้นพูดขึ้น
พวกเราอย่ามาขัดแย้งกันเองเลย เราควรรวมพลังเป็นหนึ่ง เมื่อเราให้แตนเป็นหัวหน้า เราควรให้แตนตัดสินใจ หากทุกครั้งแตนต้องถามความเห็นพวกเรา กำลังของพวกเราก็จะอ่อนลง แตนว่าไง เราควรว่าด้วย
นานๆพูดที แต่สิ่งที่เต๋าพูดก็มีเหตุผล ทุกคนนิ่งเงียบ
แตนหันหน้ามา เอื้อมมือมาแตะแขนของน้อยเบาๆ
น้อย อย่าถือข้านะ ข้ามันเป็นคนบ้าๆบอๆอย่างนี้แหละ ที่จริงแพ้ชนะไม่สำคัญหรอก สนุกดี
ในยามนั้น หน้าของน้อยยิ้มแป้น ฉันคิดว่านี้คือส่วนที่ดีที่สุดของแตน แม้เธอจะเป็นคนเอาจริงเอาจังที่สุด แต่ก็พร้อมจะไม่เอาจริงเอาจังที่สุดเช่นกัน ฉันเชื่อว่าเธอหมายความอย่างที่พูด หวนคิดถึงอดีตที่ผ่านมา บ่อยครั้งที่เธอทำอย่างนี้ หยิบขึ้นแล้ววางลง เหมือนหนึ่งกับว่าชีวิตนี้เป็นเพียงการแสดง และเธอเป็นดาราเจ้าบทบาท แม้ฉันจะเห็นมาหลายครั้ง แต่ทุกครั้งฉันก็อดพิศวงไม่ได้ แปลกใจว่าต้นกำเนิดของสิ่งนี้มาจากไหน มันมีมนตร์ขลังที่เปลี่ยนเหตุการณ์ได้
แล้วโดยไม่ได้นัดหมาย พวกเราชูพายในมือขึ้นเหนือศีรษะ แล้วตะโกนพร้อมกัน
พวกเราบ้านหว้า สู้ตาย
มาคราวนี้ลุงกำนันกับคณะกรรมการประท้วง พวกเขามีความเห็นว่าพวกเราเหน็ดเหนื่อยพอแล้ว ควรพอใจในผลการตัดสินนี้ แต่เมื่อเจอกับการยืนกรานของทั้งสองทีม พวกเขาก็ได้แต่ส่ายหน้า ให้กับความดื้อของพวกเรา
ส่วนชาวบ้านที่มาดูล้วนส่งเสียงเชียร์กันยกใหญ่ สำหรับพวกเขานี้เป็นเกมที่สนุก น่าตื่นเต้น เหมือนได้ดูมวยที่สูสี
๖
เสียงเป่านกหวีดของรอบสามดังขึ้น จากวินาทีนั้นเป็นต้นไป ฉันพบว่าโลกนี้ไม่เหมือนเดิม
สิ่งแรกที่เปลี่ยนแปลงคือเสียง สรรพสำเนียงรอบตัวของฉัน เสียงเซ็งแซ่ของผู้ชมรวมทั้งเสียงนก เสียงลม เสียงน้ำ อยู่ๆก็อันตรธานหายไปหมด เหลือเพียงความเงียบ
การเคลื่อนไหวทั้งหมดรอบตัวของฉันช้าลง ฉันเริ่มสังเกตเห็นภาพทั้งหมดรอบกาย รวมทั้งรายละเอียดที่แต่ก่อนนี้มองไม่เห็น คล้ายหนึ่งฉันมีเวลาว่างมากเหลือเกิน แม้ฉันกำลังแข่งเรือเที่ยวสุดท้ายที่สำคัญที่สุด ฉันกลับมีเวลามองภาพรอบกาย แม้แต่ใบหน้าของแตนที่นั่งข้างกายฉัน ฉันสามารถสังเกตสีหน้าของเธอ
ในรอบนี้ ฉันรู้ว่าเราได้เลยเส้นขอบฟ้ามาแล้ว และไม่มีวันหวนกลับ
ภาพอดีตแต่ละภาพกลับมาหาฉัน
วันที่พวกเราไปเล่นน้ำกันหน้าบ้านของน้อย บ่ายวันนั้นมีแมลงตัวเล็กมาจากไหนไม่รู้ มากันเป็นพันเป็นหมื่น ลอยมาตามสายน้ำ พวกเราว่ายน้ำเล่นกับพวกมัน ที่จริงเวลาถูกตัวมีอาการระคายเคือง แสบๆคันๆ แต่ก็สนุกดี พวกเราเหมือนเรือที่ต้องคอยหลบทุ่นระเบิด แมลงพวกนี้ไม่รู้มาจากไหน พวกมันนึกจะมาก็มา แล้วอยู่ๆก็หายไป ไม่เห็นอีกเลยเป็นเวลานาน ฉันชอบมองดูพวกมันว่ายน้ำ ฉันว่าท่าว่ายน้ำของพวกมันสวยงาม สวยกว่าปลา
ฉันคิดถึงยามกินอาหารกลางวันในโรงเรียน พวกเราหกคนมักเอาอาหารมาแบ่งกัน กับข้าวของแป้งมากที่สุด ข้าวก็เยอะ ฉันชอบที่สุด ของเต๋าน่าสงสารที่สุด เธอมักมีไข่เจียวหนึ่งฟองเท่านั้น กับข้าวเปล่า ของน้อยมักมีขนมที่ยายทำขายติดมือมาด้วยหลายห่อ เดือนมักมีกุนเชียง ส่วนน้าของแตนชอบให้แตนเอาปลามากินทุกวัน จนเธอเบื่อ พวกเราแบ่งกันกินอย่างสนุกสนาน แตนชอบกินไข่เจียวของเต๋า ส่วนเต๋าชอบกินปลาของแตน
ฉันคิดถึงวันเล่นชักกะเย่อในโรงเรียนระหว่างชั้นม.๓ กับชั้นม.๒ ตอนนั้นพวกเราอยู่ชั้นม.๓ ต้องขับเคี่ยวกับรุ่นน้อง แต่รุ่นน้องปีนั้นตัวโตและแข็งแรงกว่าพวกเราอีก แต่ละฝ่ายมียี่สิบคน ฉันประทับใจเพราะพวกเรากำลังจะแพ้ แต่แล้วอยู่ๆ แตนก็กระโดดลงไปกดเชือกไว้ จนเสมอกัน เธอเพียงช่วยให้พวกเรามีจังหวะในการรวมพลังของพวกเราใหม่อีกครั้ง เธอมีสัญชาติญาณในการต่อสู้ที่ว่องไวอย่างประหลาด
ฉันคิดถึงวันที่เต๋าแกล้งพวกเราทั้งกลุ่ม
วันนั้นพวกเราเดินกลับจากการดูหนังกลางแปลง มันเป็นเวลาตีหนึ่ง พวกเราเดินอยู่บนคันนา ตามทางไม่มีไฟฟ้า เต๋าเดินนำหน้า ทันใดนั้นเธอร้องตะโกนบอกว่า ผีหลอก แล้วพวกเราก็วิ่งหนีกันอุตลุต โดยมีแตนวิ่งนำหน้า
มีฉันคนเดียวที่วิ่งไม่ออก คงเป็นเพราะฉันกลัวจนขาแข็ง มองไปข้างหน้าเห็นเงาตะคุ่มของผีตัวหนึ่ง ฉันกลัวจนหัวใจแทบหยุดเต้น เป็นเวลานานกว่าฉันจะรู้สึกเอะใจ และคิดได้ว่าที่เห็นอยู่ข้างหน้าคือหุ่นไล่กาตัวหนึ่งนั่นเอง
เต๋าไม่ค่อยพูดมาก แต่บทเธอแกล้งพวกเรา ก็ทำจนแสบ คิดขึ้นมาทีไร พวกเราหัวเราะกันท้องแข็ง ฉันจำได้แล้วว่าเวลาเจอผี ฉันพึ่งแตนไม่ได้เลย
มองไกลออกไปข้างหน้า ฉันเห็นก้อนเมฆคล้อยต่ำ เหมือนกำลังเคลื่อนตัวใกล้เข้ามาในตักของฉัน ที่จริงท้องฟ้าก็ไม่ได้อยู่ไกลอย่างที่คิด สายน้ำก็ไม่มีแรงต้านทานเหมือนแต่แรก ฉันรู้สึกการพายแต่ละครั้งเหมือนไม่ต้องออกแรงเลย มันตรงข้ามกับสิ่งที่คาดคิดไว้แต่แรก แทนที่มันจะเป็นเที่ยวที่เหนื่อยมากที่สุด กลับเป็นเที่ยวที่เหนื่อยน้อยที่สุด
เกิดอะไรขึ้นนะ คล้ายหนึ่งฉันเคยมีประสบการณ์อย่างนี้มาก่อน ในความฝัน ไม่ใช่ในชีวิตจริง แต่ทำไมบ่ายวันนี้มันเกิดขึ้นจริง ใครใช้ให้เราเดินทางเลยเส้นขอบฟ้า
แตนพูดอยู่เสมอว่า แก่นแท้ของการต่อสู้อยู่ที่ใจ แพ้ชนะเฉือนกันนิดเดียวในใจของเราเอง
ทำไมเธอรู้ละ เธอไม่น่าจะรู้ได้หรอก มันคงเป็นความทรงจำของชาติก่อนของเธอ หรือไม่เธอคงไปขโมยมาจากที่ไหนสักแห่ง แต่มันก็ไม่ใช่การขโมย มันเป็นของเธอ
ไม่รู้เธอไปจำคำพูดของใครสักคน ที่บอกว่า
ใช่ไม่ใช่
แนวทางตรงเป้าหมาย
มันเป็นคำพูดที่ฟังไม่รู้เรื่องอย่างถึงที่สุด แต่เธอก็ชอบมัน เป็นสุภาษิตประจำตัวเธอเลยละ แม้แต่ต้นกำเนิดของคำนี้มาจากไหน เธอก็จำไม่ได้ และให้อธิบาย เธอก็อธิบายไม่ออก
แต่ในยามนี้ฉันกลับเข้าใจ ฉันรู้สึกได้ และแลเห็นแม้แต่ที่มาของมัน และไกลเกินกว่านั้นอีก คำพูดไม่มีความหมายหรอก หากไม่มีการกระทำ มันเป็นของตาย มันยากมันน่ากลัว เพราะเป้าหมายเองก็กำลังเคลื่อนที่
ไม่เพียงเรือของเรากำลังเคลื่อนที่ แม้แต่ธงสีแดงข้างหน้าของฉัน หรือลำคลองทั้งสายก็เคลื่อนที่ด้วย ฉันรู้สึกปอดของฉันกำลังขยายตัว แขนของฉันก็ยาวขึ้น
ฉันแปลกใจทำไมเที่ยวนี้ฉันออกแรงน้อยเหลือเกิน เหมือนสายน้ำกำลังพาเรือของฉันไปข้างหน้า และเรือนี้มีชีวิต มันกำลังพาตัวฉันไปสู่จุดหมาย และฉันมีเวลาว่างเหลือเฟือ มีเรื่องให้คิดฝันจนนับไม่ถ้วน มีเวลาล้อเล่นกับตัวเอง หรือล้อเล่นกับแตนภายในใจ
จริงซินะ แตนเธอรู้ตัวหรือเปล่านะ ในสิ่งที่เธอพูด แต่รู้ไม่รู้ เราก็มุ่งหน้าสู่ทิศทางเดียวกัน ในเรือลำเดียวกัน
ใครๆบอกอ้อเป็นคนเจ้าน้ำตา ฉันร้องไห้จ้า เสียงดัง เวลาถูกพ่อตี หรือแม้แต่เวลามีคนมาพูดกระทบให้เสียใจ และในยามนี้ฉันก็กำลังร้องไห้ แต่มันเป็นน้ำตาที่ซึมออกมาอย่างช้าๆ ทีละเม็ด มันเป็นหยดน้ำตาที่สวยที่สุดตั้งแต่ฉันเคยร้องไห้มา มันเกิดจากความสะเทือนใจที่ว่า เราเกือบจะไม่ได้มาถึงเส้นขอบฟ้านี้แล้ว เราเกือบจะไม่ได้มา หากไม่ใช่เพราะความดื้อรั้นบางอย่างของแตน ความเป็นเด็กที่ไม่เอาเหตุผลของเธอ แม้แต่ความเย็นชา อาการยิ้มยากของพวกผีดิบ ทุกอย่างถูกอธิบายหมด
ฉันจำวันแรกที่เจอแตนได้ ที่จริงมันรวมไปหมดถึงวันแรกที่ฉันเจอเพื่อนๆอีกสี่คนของฉัน วันที่ฉันวิ่งไล่จับกับเดือน วันที่ฉันโดนเต๋าแกล้ง ฉันมีเวลาว่างมากจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร
แต่ฉันก็ไม่รู้อยู่ดีว่าเกมนี้เราจะแพ้หรือชนะ ฉันเข้าใจเพียงว่าที่ผ่านมาทำไมเราไม่เคยแพ้เลย เพราะในยามนั้นฉันเพิ่งสังเกตว่า ลมหายใจของฉันสอดคล้องกับเพื่อนของฉัน เป็นจังหวะเดียวกัน เราไปเป็นหนึ่งลมหายใจ ทำไมก่อนนี้ฉันไม่ได้สังเกต
เมื่อเราเลยเส้นขอบฟ้า แพ้ชนะก็ไม่สำคัญ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีแพ้ไม่มีชนะ โดยไม่ต้องหันไปมอง ฉันก็เชื่อว่าเพื่อนของฉันกำลังร้องไห้เหมือนกัน
ไม่ทุกคนหรอกที่มาถึงเส้นขอบฟ้า และเลยมันไปได้ ฉันร้องไห้ เพราะรู้ว่าเราโชคดี
เมื่อไรจะถึงเส้นชัยเสียทีนะ เมื่อไรเวลาจะหมดเสียทีนะ ฉันคิดถึงเรื่องของตัวเองและคนอื่นจนหมด เวลาก็ยังเหลืออยู่ดี
แต่ในที่สุดเส้นชัยก็มาถึง และสรรพสำเนียงก็กลับเป็นปกติอีกครั้ง
๗
เมื่อสิ้นเสียงประกาศของคณะกรรมการ ว่านี่เป็นการแข่งขันที่เสมอกันเป็นครั้งที่สาม เสียงตบมือ เสียงตะโกน ดังสนั่นหวั่นไหวจากผู้ชม มันมาพร้อมกับเสียงดนตรีที่ถูกเพิ่มเสียงให้ดังขึ้นกว่าเก่า ราวกับว่าโลกจะแตก
ฉันเห็นทีมผีดิบพายเรือเข้ามาหาพวกเรา และกัปตันที่ฉันไม่รู้จักชื่อคนนั้นพูดขึ้น
เราขอท้าพวกเธอแข่งใหม่เป็นรอบที่สี่ พวกเธอจะว่ายังไง
คราวนี้แตนยิ้มแป้น ตอบพร้อมกับยักคิ้ว
ฉันบอกแล้วไงว่า กี่ครั้งก็ได้ เราไม่ถอยอยู่แล้ว
กัปตันทีมผีดิบจ้องมองหน้าแตนเขม็ง ฉันแปลกใจว่าทำไมพวกเธอถึงเกลียดพวกเราจัง
ตอนที่พวกเธอไปแจ้งข่าวให้คณะกรรมการทราบ พวกเราลอยเรือรอคำตอบ ฉันหันไปมองเพื่อนที่นั่งข้างหลัง เห็นน้อยกับเต๋าจับมือกันแน่น รวมทั้งเดือนกับแป้ง ทุกคนสีหน้ามีความสุข แตนก็มีสีหน้าร่าเริง ฉันเองก็สบายใจ แม้จะรู้ตัวว่า ฉันไม่มีแรงแข่งเป็นรอบที่สี่ มันเกิดขึ้นฉับพลันเมื่อกี้นี้เอง ว่าฉันหมดแรงแล้ว แต่เหตุที่ฉันไม่กังวลใจ คงเป็นเพราะประสบการณ์ของเมื้อกี้นี้มีความหมายสำหรับฉันมาก จนการแพ้ในรอบต่อไป ก็ไม่มีความหมายอะไร หากพวกเขาอยากชนะ ก็ให้พวกเขาไปเถิดนะ
สำหรับฉัน การแข่งขันสิ้นสุดลงแล้ว
ดูเหมือนจะมีการขัดแย้งอะไรบางอย่างในที่ทำการของคณะกรรมการ สักครู่ฉันเห็นลุงกำนันเดินออกมา โดยมีทีมผีดิบเดินตามหลัง ลุงกำนันเดินมาที่ริมฝั่งน้ำใกล้เรือของเราแล้วบอกว่า
ผลการแข่งขันถือเป็นเด็ดขาดแล้วนะ พวกหนูกลับบ้านได้ ส่วนถ้วยรางวัล ต้องรอก่อน ทางคณะกรรมการจะจัดให้พวกหนูทั้งสองทีม
แต่คุณลุงคะ พวกหนูต้องการตัดสินแพ้ชนะกันไปข้างหนึ่ง ไม่อยากครองแชมป์ร่วมนี่คะ
เสียงของกัปตันทีมผีดิบดังขึ้น แล้วพูดต่อว่า
อีกอย่าง ทีมบ้านหว้า ก็มีความเห็นเช่นเดียวกับพวกหนู
ลุงกำนันโบกมืออย่างระอา แล้วหันหลังเดินออกไป ในตอนนั้นฉันเพิ่งสังเกตว่าชาวบ้านเริ่มทะยอยกลับบ้านกันไปกว่าครึ่งแล้ว ฉันยังแปลกใจว่าทำไมพวกผีดิบถึงยอม ฉันรู้สึกตัวเมื่อมือของน้อยมาสะกิดที่เอวของฉัน หันไปมอง เธอชี้นิ้วขึ้นข้างบน ตอนนั้นเองที่ฉันรู้สึกตัว ท้องฟ้าได้มืดแล้ว
๘
บ่ายวันนั้น ฉันกับเพื่อนๆนั่งกินน้ำแข็งไสกันอยู่ในตลาด
เป็นครั้งแรกที่เราได้มาพบกัน หลังจากหนึ่งสัปดาห์เต็มๆที่เราไม่ได้เจอกัน พอเจอหน้าก็คุยกันไม่หยุดปาก ฉันเล่าให้ฟังว่ากลับจากการแข่งเรือคืนนั้น ฉันนอนเป็นไข้อยู่สามวัน ที่จริงเพื่อนๆของฉันทุกคนก็กลับบ้านแล้วล้มป่วย รวมทั้งแตน เพราะพวกเราออกแรงกันมากเกินไป แต่ส่วนใหญ่จะไม่สบายเพียงวันเดียว ที่ฉันหายช้า เพราะฉันกลัวพ่อจะดุฉัน กลางวันพยายามทำตัวเป็นปกติ ตื่นขึ้นมาทำงานบ้านเหมือนเคย พอพ่อเผลอฉันจึงจะหนีไปนอน ทำให้ฉันหายช้ากว่าคนอื่น
ทุกคนเล่าอาการป่วยของตัวเองเป็นเรื่องตลก
โรงเรียนใกล้จะเปิดเทอมแล้ว เราคงไม่มีโอกาสมาชุมนุมกันอย่างนี้ ฉันคิดแล้วใจหาย แปลกใจว่าทำไมพวกเราไม่เรียนหนังสือโรงเรียนเดียวกันอีกนะ วันนี้พวกเราหกคน ยกเว้นน้อยคนเดียวที่ไม่ได้เรียนต่อ ที่เหลือต่างคนต่างไปคนละโรงเรียน
แต่แล้วอยู่ๆก็เหมือนมีกระแสไฟฟ้าผ่านเข้ามาในร้าน ฉันรู้สึกขนลุกยังไงไม่รู้ พร้อมกับอาการชะงักงันของเพื่อนๆ ตอนนั้นฉันพอรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น หันไปมองที่หน้าร้าน ฉันเห็นทีมผีดิบหกคนมากันครบ พวกเขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
ไม่มีใครพูดอะไรสักคำ บรรยากาศน่าอึดอัด แม้แต่แม่ค้ากับลูกค้าคนอื่นในร้านก็รู้สึก เหมือนกับว่าจะมีเรื่อง เพราะคู่อริมาพบกัน แต่ละคนมีอาการระมัดระวังอย่างประหลาด เสียงพูดคุยรอบข้างก็ลดลง
ไม่รู้นึกยังไง ฉันพูดขึ้น
เข้ามากินน้ำแข็งไสกับพวกเราซิคะ
พอพูดเสร็จ ตัวเองก็รู้สึกใจหาย ไม่รู้ทำผิดอะไรหรือเปล่า เพราะคราวนี้ทุกอย่างเงียบกริบไปหมด ชนิดว่าเงียบเป็นเป่าสาก ฉันยิ้มแหยๆ ก้มหน้าลง
ทันใดนั้นฉันได้ยินเสียงหนึ่งที่ไม่คาดคิด มันเป็นเสียงหัวเราะเบาๆที่ออกมาพร้อมๆกันจากลำคอของพวกผีดิบ มันเป็นเสียงเล็กๆแต่ก็ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงมาก
พวกเขาเดินเข้ามาจริงๆ เข้ามานั่งล้อมวงกับพวกเรา เจ้าตัวกัปตันแทรกตัวลงนั่งระหว่างฉันกับน้อย ก่อนทรุดตัวลงนั่ง ยังเอามือขยี้ผมสั้นของฉันเบาๆอย่างหยอกเย้า
ตอนที่เธอทรุดตัวลงนั่งข้างกายของฉัน ฉันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที และเมื่อเธอนั่งใกล้ฉัน ฉันจึงเพิ่งสังเกตเห็นใบหน้าของเธอจริงๆ เธอสวยกว่าแตน ผิวของเธอละเอียดมาก คิ้วก็ยาวกว่า ขนตางอน จมูกโด่ง ไม่เพียงแต่เธอมีชีวิต เธอมีชีวิตมากเหลือเกิน
ฉันคิดว่าบ่ายวันนั้นที่พวกเราแข่งเรือกันจะเป็นวันที่ฉันมีความสุขที่สุดในชีวิต แต่แล้วบ่ายวันนี้ก็เป็นอีกบ่ายวันหนึ่งที่ไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน แม้มันจะเรียบง่ายมาก เพียงแค่เธอมานั่งข้างกายฉัน และพูดกับฉันว่า
เธอชื่ออะไร ฉันชื่อนันท์
กลับไปขึ้นข้างบน
นางฟ้า
๑
ในห้องประชุมของบริษัทค่ายเพลงอันดับหนึ่งของเมืองไทย บนตึกระฟ้า ชั้นที่ ๔๐ มองผ่านกระจกใส เห็นกรุงเทพฯในยามเที่ยงวันนี้ ปกคลุมด้วยหมอกจากมลภาวะ จนทำให้ท้องฟ้าโดยรอบหม่นหมอง
ผู้ถือหุ้นทั้งสี่คนอยู่ครบ นั่งรอบโต๊ะวงกลม พวกเขาคือพี่น้องทั้งสี่แห่งตระกูลวงศ์ธรรมอนันต์ ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาหนักที่คุกคามบริษัท
เหตุการณ์เริ่มเมื่อสองวันก่อน มีข่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง เรื่อยมาจึงถึงเช้าวันนี้
เรามีเวลาอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็ต้องให้ข่าวแก่ผู้สื่อข่าวแล้ว เราคงถ่วงเวลานานกว่านี้ไม่ได้ ดังนั้น ผมคิดว่าเราควรหาบทสรุปเรื่องบ้าๆนี้เสียที
เสียงของสุรเจตน์ดังขึ้น เขาเป็นผู้ชายคนกลาง และเป็นรองประธานบริษัท ยามนี้เขาหน้าตาบอกบุญไม่รับ สองวันมานี้เขาต้องหงุดหงิดกับเรื่องนี้มาก
มันเป็นการสร้างข่าวที่ร้ายกาจเหลือเกิน พี่ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเป็นไปได้ หากเป็นคนอื่นยังพอฟังหูไว้หู แต่นี่เป็นแพร เด็กที่เราเห็นมานานหลายปี เด็กคนนี้ใสซื่ออย่างที่สุด
ผู้พูดคือพี่ใหญ่ สุวรรณา วงศ์ธรรมอนันต์ เธอมีเรือนร่างเตี้ยเล็กที่สุด และมีน้ำเสียงอ่อนโยน
เธอกำลังพูดถึงแพร นักร้องที่โด่งดังที่สุดของบริษัท และเป็นนักร้องที่มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งในเมืองไทยติดต่อกันหลายปี เด็กคนนี้เพิ่งมีอายุยี่สิบเจ็ดปีเท่านั้น นิสัยดี หน้าตางดงาม และเสียงที่ไพเราะจับใจ ทำให้อนาคตของเธอยังอีกไกล
พี่ไม่เข้าใจว่าข่าวนี้ออกมาได้ยังไง ว่าแพรเคยเป็นโสเภณี และทำไมมันเป็นข่าวใหญ่ กระหึ่มไปทั่ว หากเป็นการสร้างข่าวของฝ่ายตรงข้าม พวกเขาถือดีอะไร
เธอหยุดนิ่งไปนิดหนึ่ง แล้วถาม
พวกเธอคิดว่านี่เป็นเรื่องจริงได้ไหม ว่าแพรของเราเคยเป็นโสเภณี
แพรเป็นนักร้องในบริษัทของพวกเขาตั้งแต่อายุสิบห้าปี ภายในเวลาสั้นๆเธอก็กลายเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุดในบริษัท สิบสองปีมานี้พูดได้ว่าเธอคนเดียว ทำให้บริษัทที่เคยเป็นเพียงอันดับท้ายพุ่งทะยานขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง เธอเป็นสมบัติของบริษัทที่ไม่อาจปล่อยให้สูญเสียไป
สี่พี่น้องแห่งวงศ์ธรรมอนันต์ เรียงอันดับจากพี่ไปหาน้องคือ สุวรรณา สุรจิต สุรเจตน์ สุรชัย อายุของพวกเขาห่างกันสองปีพอดี โดยเริ่มจากสุวรรณาผู้วันนี้มีอายุ ๕๒ ปี สุรจิต ๕๐ ปี สุรเจตต์ ๔๘ ปี และสุรชัย ๔๖ ปี
ผมคิดว่าเราควรยอมรับ เพราะมันเป็นเรื่องจริง
นี้เป็นเสียงของสุรจิต เขาเป็นน้องคนที่สอง แต่เป็นผู้ชายคนโตและเป็นประธานของบริษัท
๒
แอร์ในห้องประชุมเย็นฉ่ำจนเกือบหนาว แต่เที่ยงวันนี้ความรู้สึกของพวกเขาสี่คน มันร้อนอบอ้าว โดยเฉพาะสุรจิต ใบหน้าของเขาเฉยเรียบ แต่ดวงตาแข็งกร้าว อกของเขายามนี้ร้อนระอุ เขาเล่าเรื่องราวของแพรให้พี่น้องของเขาฟังอย่างช้าๆ
ในสมองของเขาค่อยๆเรียงลำดับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสิบห้าปีก่อน ตอนนั้นเขาอายุ ๓๕ ปี เขาอยู่ในช่วงเวลาที่สิ้นหวังในชีวิต เสเพล และมีตัณหาไม่สิ้นสุด
เขาพบแพรเป็นโสเภณีเด็ก ในซ่องราคาถูกแห่งหนึ่ง
สามคืนที่เขานอนค้างกับเด็กคนนี้ ตอนนั้นเธอเพิ่งมีอายุ ๑๒ ขวบเท่านั้น หน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตา
คืนแรกที่เจอเธอ เธอไว้ผมสั้น ตัวเล็กนิดเดียว มีรอยยิ้มไร้เดียงสา เหมือนหนึ่งกับว่าโลกรอบกายของเธอนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเธอเลย ความสวยและความไร้เดียงสาของเธอกลับกระตุ้นความสนใจอยากรู้ และดำฤษณาของเขา
ภายในห้องเธอสามารถหาอะไรมาเล่นได้อย่างเหลือเชื่อ ของเล็กๆทุกอย่าง แม้แต่สิ่งมีชีวิต แมลงวันสักตัว ยุงสักตัว ในเวลานั้นเขารู้ตัวว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับเด็ก และจิตดวงนี้ไม่เหมือนผู้ใหญ่
เขาจำได้ว่าเธอชอบนั่งริมหน้าต่าง เฝ้ามองโลกข้างนอกอย่างสนใจอยากรู้ แม้แต่แสงไฟแต่ละดวงตามถนน ดวงดาวบนฟ้า
เขาอุ้มเธอไว้บนตัก เปรียบเทียบกับโอ๋ ลูกสาวของตัวเองที่ปีนี้อายุแปดขวบ พวกเธอแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย เพียงแต่คนหนึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา อีกคนหนึ่งไม่ใช่
แม้เขาจะมีลูกสองคน แต่มีบางยุคเขาใช้ชีวิตเป็นเพลย์บอย เหมือนตัวเองเป็นเพียงจอกแหนลอยตามน้ำ ในวันเวลาเหล่านั้นเขาไม่สนใจว่าจะตายวันไหน ด้วยสาเหตุใด แม้มาหวนคิดในวันนี้ มันเป็นวันเวลาที่มีความสุขอีกแบบหนึ่ง เพราะมันเป็นการใช้ชีวิตเพียงเพื่อวันนั้นเท่านั้น แต่ละเช้าที่ตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง
เขาจำได้ เช้านั้นเขาตื่นขึ้นมาเห็นเธอนอนหลับปุ๋ย มือซ้ายกำอะไรแน่น ด้วยความอยากรู้ เขาค่อยๆแกะมันออกมาดู พบว่ามันเป็นทอฟฟี่เม็ดหนึ่ง อกของเขาสะท้านวูบ คิดในใจว่าเขาคงไม่มีหน้ามาหาเด็กคนนี้อีก
แต่อีกไม่กี่วันต่อมา เขาอดกลับมาหาเธออีกครั้งไม่ได้
อีกครั้งที่เธอนอนหลับอุตุอยู่ในอ้อมกอดของเขา ตอนเจอกัน เธอจำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ สำหรับเธอ เขาเป็นเพียงความว่างเปล่า เป็นเพียงผ้าห่มผืนหนึ่งเท่านั้น เขามีความน่าสนใจน้อยกว่าแมลงสาบตัวหนึ่ง
เขาบอกกับตัวเองว่า เขาจะพอเพียงแค่นี้ แต่แล้วอีกไม่กี่วันเขาก็กลับมาใหม่เป็นครั้งที่สาม
เช้ามืดของวันที่สาม เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมา เขาได้ยินเสียงเพลง ลืมตามองโดยที่ไม่ขยับกาย เขาเห็นแพรนั่งอยู่ริมหน้าต่าง เหม่อมองไกลออกไป เธอกำลังร้องเพลง เสียงของเธอไพเราะจนเขาขนลุก เช้านั้นเองที่เขาได้รู้จักแพร และรู้จักตัวเอง
๓
แพรชอบร้องเพลง เธอหัดเอาเองจากวิทยุ ร้องได้ทั้งเพลงสากลหรือลูกทุ่ง
เช้าวันนั้น เขานอนฟังเสียงเพลงของแพร เหมือนเขาได้เกิดใหม่ เขาเพิ่งรู้ว่าเขากำลังตามหาอะไรอยู่ เสียงของเธอไม่ใช่ความไพเราะแบบที่เขาเคยได้ยิน มันมีอะไรกว่านั้นมากมาย มันเป็นอีกโลกหนึ่ง อีกจักรวาลหนึ่ง มันทั้งใส หวาน และบริสุทธิ์จนรู้สึกเป็นไปไม่ได้ที่จะมีสิ่งนี้อยู่ในโลก ทำให้เขามีความสุขอย่างไม่อาจลืมเลือน
เขารู้ว่ามันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ แต่เป็นเสียงของเทวทูต
เขาตัดสินใจซื้อเธอออกจากสถานที่แห่งนั้น และรับอุปการะเธอเหมือนลูกในไส้ ส่งเธอไปเรียนหนังสือ เขาไม่เคยข้องแวะทางเพศกับเธออีกเลย คอยระวังตัว ไม่แม้แต่จะกอดเธอสักครั้ง เขารู้สึกเป็นหนี้เธอมากอย่างที่จ่ายคืนได้ไม่หมด
เมื่อแพรอายุสิบห้าปี เขาพาเธอเข้ามาเป็นนักร้องในบริษัท โดยไม่คาดคิดว่าเธอจะทำให้บริษัทของเขากลายมาเป็นอันดับหนึ่ง เพียงแต่คิดว่าเสียงเพลงของเธอควรแบ่งให้คนอื่นได้ฟัง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมคิดว่าสิ่งสุดท้ายที่จะยอมให้เกิดขึ้น คือการให้คนอื่นรู้ความเป็นมาของแพร ผมต้องการให้สิ่งนี้เป็นเพียงฝันร้ายที่เลือนหายไปแล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างสามวันที่ผ่านมานี้ ผมกลับเปลี่ยนใจ ผมอยากเปิดเผยมันออกมาให้หมดเปลือก
สุรจิตสรุป ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แต่สงบ หลายปีมานี้เขาเปลี่ยนไปมาก จากหนุ่มเพลย์บอย กลายมาเป็นใครคนหนึ่งที่ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว
สีหน้าและแววตาของพี่น้องทั้งสามของเขายามนี้เต็มไปด้วยความพิศวง พวกเขากำลังรอฟังเหตุผลของเขา แต่เขาตกอยู่ในความเงียบ
ทำไมล่ะพี่ เรายังมีเวลาที่จะปิดเรื่องนี้
สุรชัยน้องคนที่สี่อดถามขึ้นไม่ได้ เสียงของเขาหวาน ไพเราะ นิ่มนวลเสมอ แม้ในยามเคร่งเครียด ดูเหมือนเขาไม่เคยมีกังวลกับอะไรเลย ความสามารถในการควบคุมตัวเองของเขาเป็นเลิศ แม้ในยามนี้เขาก็ยังยิ้มพราย ในขณะที่คนอื่นๆก็มีอาการพยักหน้าน้อยๆอย่างเห็นด้วย
ใครจะเอาผิดเด็กที่ถูกพ่อเอามาขายซ่องตั้งแต่อายุสิบขวบ หากจะมีคนผิด ควรจะเป็นพ่อของเธอ เขาหายสาบสูญไปตั้งนานแล้ว ส่วนแม่ของเธอเสียไปตั้งแต่เธอจำความได้ ส่วนผมจะถูกประณามในข้อหาไหน ผมกลับไม่สนใจ
สิ้นคำพูดของสุรจิต สุวรรณาก็พูดขึ้น
แต่มันเสี่ยงมากนะ สุรจิต พี่อยากให้เธอคิดถึงปานจันทร์
๔
เขาคิดถึงปานจันทร์ ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขา เขาแต่งงานกับเธอตอนนั้น เขาเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยใหม่ๆ อายุ ๒๕ ปี ส่วนเธออายุ ๒๑ ปี เพราะเขาเป็นลูกชายคนโต พ่อแม่จึงอยากให้เขาเป็นฝั่งเป็นฝาโดยเร็ว เพื่อจะได้เป็นหลักของครอบครัว และเป็นที่พึ่งของน้องอีกสองคน ส่วนสุวรรณาแม้จะเป็นคนโต พ่อแม่ก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญแก่เธอนัก
เขาถูกพาไปดูตัวปานจันทร์ ซึ่งเป็นลูกสาวของเพื่อนคนหนึ่งของพ่อ เพียงวูบแรกที่เจอ เขาก็ตอบตกลง เพราะในวัยนั้นเขายังอายุน้อย ไม่มีประสบการณ์อะไรมาก และเพราะเธอเป็นผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่ง ผมยาว เรือนร่างของเธองดงามได้รูป
เขามองแต่กายภาพ เพราะมันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เขาสนใจในวัยนั้น เขาสนใจหน้าอก ขาอ่อน เส้นผม ริมฝีปาก ฟัน รอยยิ้ม ฯลฯ เขาไม่ได้สนใจจิตใจเธอเลย เขาคิดอย่างผยองและเชื่อมั่นในตนเองว่า ปัญหาอื่นๆเป็นเรื่องเล็ก ถ้ามันจะมีก็แก้ได้
ปีแรกที่อยู่ด้วยกัน เขามีความสุข เพราะยังเป็นของใหม่ เป็นครั้งแรกที่เขาได้เสพย์กามรส เพราะก่อนหน้านี้เขาเป็นเด็กเรียน เป็นคนเรียนหนังสือเก่งจนเป็นที่ภาคภูมิใจของพ่อแม่ แต่ความสนุกความคะนองของเขาดูเหมือนจะมีอายุสั้น เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น
เมื่อเข้าปีที่สอง เขาเพิ่งพบความจริงว่าเขากับปานจันทร์เป็นคนสองแบบที่เข้ากันไม่ได้เลย การตัดสินใจแต่งงานกับเธอ เป็นการตัดสินผิดครั้งสำคัญในชีวิต การอยู่ใกล้เธอกลับเป็นความทุกข์ เขารู้สึกหิวกระหายอยู่ตลอดเวลา มันเป็นอะไรที่ขาดหายในส่วนลึกของจิตวิญญาณ ตอนแรกเขาคิดว่าคงเป็นเพราะเขาเป็นคนตัณหาจัด แต่ที่จริงไม่ใช่ เขามีความต้องการทางเพศปกติ แต่มีความละเอียดอ่อนบางอย่างซึ่งตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจนัก เขามีความต้องการอะไรบางอย่าง ที่ปานจันทร์ไม่มีอย่างสิ้นเชิง
เธอเป็นคนแข็งกระด้าง เฉยเมย สนใจในโลกทางวัตถุเหมือนคนอีกจำนวนมาก และไม่มีความรู้สึกใดๆในเรื่องของจิตวิญญาณซึ่งเขาโหยหา ในหลายแง่มันก็ไม่ใช่ความผิดร้ายแรงอะไร แต่สำหรับเขา มันเป็นสิ่งที่ทิ่มแทงเขาโดยตรง และเสียดลึกเข้าไปในใจของเขา เมื่อเขารู้สึกตัวว่าเขาคิดผิด และใคร่ครวญว่าเขาควรแยกทางกับเธอดีไหม เธอก็ตั้งท้องโอ๋
เมื่อเธอมีอั้น พวกเขาสองคนอยู่ด้วยกันครบห้าปีพอดี มันเป็นช่วงเวลาที่เขาเบื่อเธออย่างที่สุด และแน่ใจว่าชีวิตคู่ของเขาเป็นความล้มเหลว มันเป็นความปวดร้าวและขัดแย้ง ในวันที่เขาหมดเยื่อใยในตัวเธอ เธอก็มีบ่วงสองอันที่แข็งแกร่งคล้องเขาไว้
เขาค่อยๆเปลี่ยนอย่างช้าๆ ด้วยความรับผิดชอบในลูก เขาไม่กล้าแยกทางกับเธอ แต่ความหิวโหยบางอย่างได้ทวีตัวรุนแรงขึ้น และถึงขีดสุดในอีกสองสามปีต่อมา เขาไม่อยากมีเมียน้อย แต่ก็เที่ยวเตร่ เหมือนจะให้น้ำในร่างกายของตัวเองเหือดแห้งหมด ให้ความร้อนในตัวเองมอดสลาย
แต่ตัณหาเหล่านั้น แม้ไม่สิ้นสุด ก็ไม่เคยทำให้เขาอิ่มหนำ
เขาไม่เคยทะเลาะกับปานจันทร์จริงๆเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการลงไม้ลงมือ การแสดงออกของเขาและเธอเป็นเพียงความเย็นชา และความเกลียดชังซึ่งกันและกัน แม้ในวันนี้เขาไม่เคยเที่ยวอีกเลย แต่ความเกลียดชังนั้นก็ยังคงอยู่ มันจับตัวแน่นหนา มันมาจากการเป็นคนต่างแบบที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
ปานจันทร์เป็นจุดอ่อนหนึ่งเดียวของเขา ที่ทำให้เขารู้สึกตัวว่าหมดเรี่ยวแรง เป็นปุถุชนคนธรรมดาที่เวียนว่ายตายเกิด เขาไม่สามารถคิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นในโลก
๕
หากเธอให้ข่าวตามตรงที่เล่ามา คนภายนอกจะไม่มีใครเชื่อว่าเด็กคนนี้ไม่ได้เป็นเมียเก็บของเธอ โดยเฉพาะปานจันทร์
สุวรรณากล่าวเตือน เธอเป็นคนใจดี รักครอบครัว แต่เป็นคนหัวเก่า เธอพูดพลางส่ายหน้าช้าๆ สุรจิตมองพี่สาวคนเดียวของเขา ภาพที่เห็นคือหญิงที่ดูแก่กว่าวัย เรือนร่างเล็กและบอบบาง ดูเหมือนว่าร่างกายของเธอจะหดเล็กลงกว่าปีก่อน
สุรจิตหัวเราะ
ผมกับปานจันทร์แม้จะอยู่บ้านเดียวกัน แต่ก็ไม่ยุ่งกันมานานหลายปีแล้ว เราพยายามข้องเกี่ยวกันให้น้อยที่สุด ที่จริงเราเกือบหย่าร้างกันมาหลายครั้งแล้ว หากมันจะเกิดขึ้นในวันนี้ ผมก็ขอร้องอย่างหนึ่งว่า อย่าเอาไปเกี่ยวกับแพร อย่าให้เธอมาเป็นแพะรับบาป เพราะในชีวิตนี้เธอถูกรังแกมามากพอแล้ว
สมัยก่อน ผมไม่กล้าหย่าร้าง เพราะเห็นว่าโอ๋กับอั้นยังเล็ก แต่วันนี้พวกเขาโตพอจะคิดเองได้แล้วว่าอะไรคืออะไร ใครผิดใครถูก พวกเขาสามารถเลือกข้าง
พูดถึงโอ๋กับอั้น ใจของเขาก็เจ็บแปลบ เพราะเด็กสองคนนี้เหมือนแม่ โดยเฉพาะโอ๋ เหมือนทั้งหน้าตาและวิธีการคิด เธอรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ และไม่รู้ในสิ่งที่ควรรู้
เขาจำได้ในวันเกิดอายุสิบสามปีของเธอ เขาใช้เวลาหลายคืนทำของขวัญให้เธอชิ้นหนึ่งด้วยมือ มันเป็นการแต่งนิทาน พร้อมด้วยภาพประกอบ ที่เขาบรรจงวาดสุดฝีมือ และระบายด้วยสีน้ำ ลงในสมุดปกแข็งเล่มหนึ่ง เขาตั้งชื่อว่า การผจญภัยของโอ๋ เขาทำเช่นนั้นเพราะความรู้สึกคิดถึงโอ๋ในวัยทารกน้อย และคิดว่าปกติก็ตามใจเธอมากพอสมควรแล้ว เธอมีครบทุกอย่างแล้ว ขาดแต่ของบางอย่างที่เขาต้องออกแรงทำด้วยมือตัวเอง เขาตั้งใจจะสร้างความแปลกใจให้เธอ
แต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม เธอยิ้มแหยๆ แล้วรับไปตามมารยาท ช่วงขณะที่มือของเธอเอื้อมมารับสมุดเล่มนั้น ด้วยประสาทสัมผัสที่อ่อนไหว เขาสะเทือนใจอย่างรุนแรง เพราะเขารู้ว่าของชิ้นนี้ไม่มีความหมายใดเลยสำหรับเธอ เธอเหมือนแม่ของเธอเหลือเกิน
เขารู้สึกผิดหวังในลูกสาวตัวเอง นับจากวันนั้น ทุกวันเกิดของเธอ เขาเพียงให้เช็คของขวัญแก่เธอหนึ่งใบ ให้เธอไปเลือกซื้อของด้วยตัวเอง ดูเหมือนเธอจะพอใจอย่างนั้น ส่วนเขาก็ไม่ต้องเสียเวลาแม้แต่น้อย
นี้คือความแห้งแล้ง ความหยาบกระด้าง แต่สิ่งที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก กลับไม่มีคุณค่าใดสำหรับเธอ
ภายในตัวแพรเองก็แฝงความแห้ง แต่มันเป็นความแห้งที่สงัดเงียบ และเป็นสุข
ส่วนอั้นนั้นยังไม่ชัดเจน แต่เขาก็สังเกตเห็นความเย็นชาแทรกซึมอยู่ในตัวเขาไม่น้อย เขาจะไม่แปลกใจเลยหากอั้นเลือกข้างแม่ การตัดสินผิดเพียงนิดเดียวในวัยหนุ่ม มีผลตามมายาวไกล และไม่จบง่ายๆ
เขาทนลูกสองคนนี้ได้มากกว่าเมีย อาจเพราะพวกเขายังเด็ก มีความสดชื่นอ่อนหวานบางอย่างในวัยของพวกเขา แต่บ่อยครั้งที่เขารู้สึกปวดร้าวข้างใน ในขณะที่เขารักลูกมากกว่าเมีย ความแค้นก็มากกว่าด้วย
เห็นกิริยาเย็นชาและแห้งแล้ง ไร้จิตวิญญาณของลูก บางครั้งเหมือนทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้นไปเฉยๆ มันรุนแรงอย่างเหลือเชื่อ แต่เขารู้ตัวว่านี้เป็นสันดานของเขา บางทีเขาอาจไม่เหมาะที่จะมีครอบครัว เพราะเขาจะจดจำความเจ็บปวดที่มาจากคนที่เขารักได้อย่างยาวนาน
ทำไมเขาจะไม่รักโอ๋ เธอเป็นลูกคนแรกของเขา เขาจำความตื่นเต้นตอนไปเยี่ยมเมียที่โรงพยาบาลได้ เขาเฝ้าเดินวนเวียนอยู่หน้าห้องคลอด มันเป็นประสบการณ์หนึ่งที่มีค่าสูงสุดในชีวิต ห้วงเวลาที่เขาเฝ้ารอการมาเยือนของโอ๋
วันที่เขาพบแพร เขาจึงรู้จักตัวเอง ว่าแท้จริงเขาเป็นคนที่ต้องการความรักที่ละเอียดอ่อนมาก มากจนยากจะหาได้ ทั้งลึกและรุนแรง แต่เป็นความรักในจิตวิญญาณ
๖
ผมรู้จักพี่สุรจิตมานาน รู้ว่าพี่เป็นคนตรง พูดจริง และวันนี้พี่อายุครึ่งศตวรรษแล้ว ผมจึงเชื่อในสิ่งที่พี่พูด แต่ผมมีอะไรจะบอก
ผู้พูดคือสุรเจตน์ ยามนี้เขามีสีหน้าสงบเยือกเย็น เขาเป็นนักธุรกิจที่เขี้ยวมาก แต่ที่จริงในหมู่พี่น้อง เขาเป็นคนฉลาดลึกล้ำ
ผมเป็นคนมองอะไรตามสภาพความเป็นจริง และวันนี้ผมเองก็อายุ ๔๘ ปีแล้ว มีลูกสี่คน พวกเขาวันนี้ก็เติบโตใกล้เป็นหนุ่มสาวกันหมดแล้ว แต่แม้กระนั้น เรื่องที่ผมได้ยินก็ยังยอมรับได้ยาก สำมะหาอะไรกับชาวบ้านข้างนอก
ชาวบ้านเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเฉพาะตัว ผมรู้จักพวกเขาดี เพราะผมเป็นคนทำธุรกิจ หากผมไม่เข้าใจพวกเขา ผมคงทำธุรกิจไม่ได้ พวกเขาจะเพิกเฉยต่อรายละเอียดหลายอย่าง แม้มันจะชัดเจนอยู่ตรงหน้า และเหลือเพียงบางส่วนที่พวกเขาอยากจะจดจำ เช่นเรื่องของแพร แม้มันจะชัดเจนว่าไม่ใช่ความผิดของเธอ เด็กอายุสิบขวบจะมีความผิดอะไร แต่ความประหลาดคือ ถึงที่สุดชาวบ้านจะมองข้ามสิ่งนี้ไป และจำได้แต่เพียงว่าเธอเคยเป็นโสเภณี และมีความคิดว่าครั้งหนึ่งใครเคยเป็น วันนี้ก็ยังเป็นอยู่
ทันทีที่ข่าวนี้ออกไป สายตาคนข้างนอกจะมองแพรผิดออกไปจากเดิม ที่จริงแพรเป็นคนสวยมาก บัดนี้จะมีคนบ้าตัณหามากมายต้องการเธอ และมีศัตรูกลุ่มใหม่ที่คาดไม่ถึง
บุคคลเหล่านั้นคือคนที่ทนความเด่นของแพรไม่ไหว การสงสารเด็กถูกตกเขียวสักคนพอทำได้ง่าย แต่การยอมรับคนที่เคยเป็นโสเภณีว่าโดดเด่นกว่าตัวเอง จะยอมรับไม่ได้ ทำไมหรือ ความขัดแย้งนี้มาจากไหน
โลกที่เราอยู่นี้เป็นโลกของคนหน้าไหว้หลังหลอก บุคคลพวกนี้ หากไม่ไปแหย่พวกเขา พวกเขาก็จะทำตัวดี แต่หากไปกระทบหรือท้าทาย พวกเขาจะออกมาบดขยี้คุณทันที ศัตรูที่ผมกำลังพูดถึงคือคนเหล่านี้ มันเหลือเชื่อที่ผมจะกล่าวว่า คุณหญิงคุณนายที่รณรงค์เพื่องานการกุศล พยายามช่วยเด็กออกจากซ่องนรก ปกป้องสิทธิสตรี ฯลฯ กลับอาจหันมาเป็นศัตรูกับแพร การถ่อมตัวลงไปช่วยคนอื่นเป็นอย่างหนึ่ง การยอมรับคนที่เคยเป็นโสเภณีว่าเหนือกว่าพวกเขา มันเป็นสิ่งยอมรับได้ยาก มันกระทบถูกความเป็นคนปากว่าตาขยิบของพวกเขา
ปฏิกิริยาของพวกเขาจะรุนแรงอย่างเหลือเชื่อด้วย เพราะมันไปกระทบถูกแก่นของพวกเขาพอดี ไปเปิดโปงหน้ากากของพวกเขา ไปกระทบความคิดที่พวกเขายึดมั่นอย่างเหนียวแน่น นี้เป็นความผิดที่พวกเขาไม่อาจให้อภัย
พี่สุรจิตก็เช่นกัน การเที่ยวโสเภณีเด็กเป็นความผิดทางอาญา หากมีการให้ข่าวออกไป ก็เท่ากับก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้าไปในตาราง
และแม้มีรายละเอียดมากมายเห็นตรงหน้า ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อสิบห้าปีมาแล้ว สุรจิตวันนั้นเป็นคนละคนกับวันนี้ เขาเป็นคนรักความจริง กล้าหาญ เสียสละ เขาไม่มีความจำเป็นต้องออกรับเลย เขามีทั้งชื่อเสียงและเกียรติที่ต้องหวงแหน เขาทำไมถึงทำ มันเป็นความละเอียดอ่อนที่เพียงคิดก็ต้องอึ้ง แต่แทนที่คนจะซาบซึ้ง ผู้คนกลับจะเลือกจำเพียงว่า บุคคลผู้นี้เป็นพวกจิตวิปริต
จิตของชาวบ้านเป็นเหมือนตะแกรงร่อนที่ตาหยาบมาก สิ่งละเอียดจะถูกร่อนทิ้งไปหมด ท้ายที่สุดจะเหลือเพียงส่วนที่หยาบที่สุดไว้ นั่นคือ
แพรเป็นโสเภณี
นายสุรจิตเป็นพวกกามวิตถาร
มันเหลือเชื่อที่จะจบลงอย่างนี้ แต่มันจะเป็นอย่างนี้ นี้เป็นความประหลาดของชาวบ้าน
เขาพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ และน้ำเสียงมีพลัง
๗
ในความเงียบนั้น มีเสียงถอนใจของสุวรรณา
พี่ไม่เห็นว่าทำไมพี่สุรจิตต้องไปเปลืองตัว หากเราต้องการรับว่าแพรเคยเป็นโสเภณี เราก็ให้ข่าวว่าสิบห้าปีก่อน ลูกน้องของเรา ใครสักคน เคยไปเที่ยวและเห็นพรสวรรค์ของแพร เพียงเท่านี้ก็จบ
ทันทีที่เราออกข่าวผ่านสื่อ เรื่องทั้งหมดก็ไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นจริงเหนือจริง
สุรจิตพูดพลางหยิบหนังสือพิมพ์ที่กองอยู่บนโต๊ะขึ้นมาฉบับหนึ่ง
ยกตัวอย่างเช่นหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ทุกข่าว หากเราเข้าไปในเหตุการณ์จริงๆ เราจะพบว่าความจริงไม่เหมือนกับข้อมูลที่เราอ่าน ผมขอยืนยัน ทุกข่าว และไม่ว่าเป็นหนังสือพิมพ์อะไร นี้เป็นธรรมชาติของสื่อ ไม่ใช่ความผิดของใคร ไม่ใช่เจตนาของใครทั้งนั้น
ข่าวสารบนโลก คือการโคลนนิ่งอย่างหนึ่ง นิ่งเงียบ สงบ แผ่ไพศาล มันเป็นสาหร่ายที่สามารถปกคลุมทั้งมหาสมุทร เป็นทุ่งหญ้าที่สามารถปกคลุมทั้งทวีป เป็นไวรัสที่แพร่สะบัดไปทั่ว แทรกซึมแม้ในบรรยากาศ
ผมคิดว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มีความสำคัญเกินกว่าที่จะเป็นเพียงเรื่องของครอบครัวหรือธุรกิจ มันเป็นเรื่องในส่วนลึกของมนุษย์ มันท้าทายความหมายของการเกิดมาเป็นคน และผมจำเป็นต้องให้มันเป็นเรื่องจริงทั้งหมด
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงการทำงานของแอร์ ที่ส่งเสียงครางเบาๆ สุรชัยมองดูพี่ชายคนโตของเขาด้วยความทึ่ง เขารู้ว่าพี่ชายคนนี้เป็นคนตรง แต่ทุกครั้งที่เขาลอกคราบออก ก็เหมือนมีอีกตัวตนหนึ่งอยู่ข้างใน อย่างนี้เรื่อยไปไม่สิ้นสุด
สุรชัยขยับตัวแล้วพูดขึ้นบ้าง
แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจว่า หากพี่สุรจิตสารภาพแล้ว จะเกิดประโยชน์อะไรกับใคร
สุรจิตตอบอย่างเรียบง่ายว่า เพราะพี่ไม่ได้ทำเพื่อแพร
๘
สุรจิตลุกขึ้น เดินไปเปิดเครื่องเล่นซีดีที่เขาเตรียมไว้แล้ว สักครู่ก็มีเสียงเพลงดังออกมา เขาเร่งระดับเสียงให้ดังขึ้น ยามนั้นทุกคนในห้องก็ได้ยินเสียงเพลงที่พวกเขาคุ้นเคยดี มันเป็นเสียงเพลงของแพร
เสียงของแพรเหมือนมีมนตร์ มันเปลี่ยนบรรยากาศและความรู้สึกของทุกคนในห้องนั้น สุรจิตมีสีหน้าผ่อนคลาย แม้แต่สุรเจตต์ก็ปรากฏรอยยิ้มที่มุมปาก เสียงของเธอหวาน ไพเราะ และเหมือนสามารถสร้างกำลังใจให้คนอื่นอยู่ตลอดเวลา ทุกคนสามารถมองออกไปสู่วันพรุ่งนี้
ห้านาทีต่อมาเขาก็ปิดเครื่อง แล้วกลับมานั่งที่เดิม
แพรเป็นยังไงบ้าง
สุวรรณาเอ่ยขึ้นอย่างใจลอย เธอรู้สึกผิดที่คุยมาทั้งวัน แต่ไม่ได้ถามถึงความรู้สึกของเด็กคนนี้ เมื่อได้ยินเสียงเพลงของเธอ ใจเธอก็อ่อนลง และคิดถึงเธอขึ้นมาจับใจ
เมื่อคืนนี้ตอนนั่งคุยกับผม เธอร้องไห้ด้วยความสับสน
สุรจิตเล่าต่อ
ที่จริงเธอลืมเหตุการณ์ในอดีตเกือบหมดแล้ว ยกเว้นมีใครมาคุ้ยเขี่ยจริงๆ อย่างเช่นที่กำลังเกิดขึ้น ผมปลอบโยนเธอ บอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของเธอ และที่จริงเป็นโอกาสที่เธอจะได้ทำงานสำคัญที่สุดในชีวิต
ผมหมายความว่า ในวันนี้ ชีวิตของผมไม่มีความหมายแล้ว ผมอายุมากแล้ว อยู่อีกเพียงไม่กี่ปีก็ตาย สำหรับแพร ไม่เพียงเธอมีเสียงสวรรค์ จิตใจเธอก็หาได้ยากในโลก เราจะหาคนที่มีจิตใจใสบริสุทธิ์อย่างนี้ได้ที่ไหน วันนี้เธอได้ร้องเพลงไพเราะหลายร้อยเพลง และมีเงินเก็บเยอะแยะ ที่จริงผมไม่ห่วงใยแพร เพราะไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
แต่วันนี้เรากำลังทำอะไรเพื่อคนอีกจำนวนมาก ได้แก่เด็กผู้หญิงเล็กๆอีกมากที่ถูกตกเขียว ผู้หญิงที่หากินอยู่ในความมืด ไม่มีอนาคต คนเหล่านี้ทั่วประเทศมีจำนวนเป็นแสนเป็นล้าน คนเหล่านี้ต่างหากที่ต้องการแสงสว่าง ต้องการกำลังใจ และแพรทำสิ่งนี้ได้ มันเป็นความพอดี เธอสามารถเป็นตัวแทนของพวกเขา
ผมไม่ต้องการปกปิดเรื่องนี้ ตรงกันข้าม ผมต้องการเปิดเผยอย่างหมดเปลือก และกระพือข่าว เหมือนโฆษณาสินค้าใหญ่โต ให้มันรู้กันทั่ว ว่าชีวิตอย่างนี้แท้จริงยังมีความหวัง มีแสงสว่าง
เสียงเพลงของแพรสามารถแทรกซึมไปได้ทั่ว ทุกตรอกซอย ทุกบ้านเรือน บัดนี้เราอาศัยสื่อเป็นพาหะ ตีโต้กลับ มันเข้าไปในซ่อง ในอาบอบนวด ในโรงแรม ฯลฯ เสียงของเธอ บัดนี้มิติของมันได้เปลี่ยนไปอีกนิดหนึ่ง มันทะลุทะลวงมากกว่าเดิม ลึกกว่า สะเทือนใจกว่า บัดนี้มนุษย์รู้จักแพรมากขึ้น พวกเขาเข้าไปข้างในตัวเธอ
นี้เป็นหน้าที่และโอกาสของแพร ที่จะทำอะไรบางอย่างให้เพื่อนมนุษย์ ไม่ทุกคนหรอกจะมีโอกาสอย่างนี้ เพราะไม่ช้าเราก็ตายหมดแล้ว
การปฏิเสธจะทำลายแพรจากข้างใน เพราะความสับสนจะอยู่กับตัวเธอตลอดไป แม้คนข้างนอกจะเชื่อ แต่เธอจะหลอกตัวเองไม่ได้
การยอมรับโดยสิ้นเชิง กลับยิ่งเพิ่มพลังให้เธอ อย่างที่ศัตรูของเราคาดไม่ถึง มันเป็นสภาวะที่เป็นที่สุด แต่เราต้องรวมพลังเป็นหนึ่ง และนั่นคือสาเหตุที่ผมอยากประชุมในวันนี้
ในยามนั้นดวงตาสุรเจตต์ลุกวาวขึ้น เขาคิดขึ้นมาว่า ยอดขายเทปและซีดีเพลงของแพรจะยิ่งพุ่งกระฉูด แต่เขาอดถามต่อไม่ได้
แต่หากพวกเราไม่เห็นด้วยละครับ
พวกคุณมีสิทธิปลดผมออกจากตำแหน่งประธานในบริษัทได้ แต่ผมก็ยังคงให้สัมภาษณ์ตามความเป็นจริงในฐานะนายสุรจิต วงศ์ธรรมอนันต์
เขาตอบยิ้มๆอย่างรู้ทัน เขาคิดว่ามนุษย์ทุกคนมีเป้าหมายไม่เหมือนกัน เขาเป็นคนชัดเจนในสิ่งที่เขาต้องการ เวลานั้น ทั้งสี่คนนั่งมองหน้ากันในความเงียบ
ผมคิดว่าให้แพรตัดสินใจจะดีกว่า ดูเหมือนเธอไม่เคยตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองมาก่อนเลย
ในที่สุดเป็นสุรชัยผู้เอ่ยขึ้นก่อน และสุรจิตตอบด้วยเสียงเรียบ
ที่จริงเธอกำลังเดินทางมา
ในเวลานั้นเอง มีเสียงเคาะประตู
กลับไปขึ้นข้างบน
ประโยคสุดท้าย
๑ พรรณีกับเพ็ญนภา
ในห้องอาจารย์ใหญ่โรงเรียนหลังสวน
สำหรับห้องพักครูใหญ่โรงเรียนเล็กๆในต่างจังหวัด นับได้ว่าห้องของครูพรรณีมีความโอ่โถง สวยงามไม่น้อยเลย คงเป็นเพราะเธอรู้จักหาสิ่งละอันพันละน้อยมาตกแต่งห้องที่อยู่มานานห้องนี้ บนโต๊ะมีแจกันดอกไม้ ที่ยามนี้ประดับด้วยดอกกุหลาบหนู ที่หน้าต่างก็มีกระเช้าไม้ไผ่ที่ปลูกต้นกล้วยไม้อยู่หลายกระเช้า ภายในห้องมีชุดรับแขกเนื้อไม้อย่างดี ที่ได้รับการดูแลจนสะอาดเอี่ยมสำหรับต้อนรับผู้มาเยือน ยามนี้มีครูรัตนานั่งอยู่ เธอคุยอยู่กับครูใหญ่มาตลอดช่วงเช้า
ปีนี้ครูรัตนาอายุ ๓๓ ปี เธอไม่ใช่ผู้หญิงสวย แต่ก็ไม่ขี้ริ้ว ผอมสูง ร่างกายแข็งแรง ผิวขาว ผมสั้น ส่วนที่เด่นบนใบหน้าของเธอคือดวงตา มันเป็นแววตาที่ลึก เย็น ทุกวันนี้ทุกคนในโรงเรียนหลังสวนยอมรับว่า เธอเป็นครูที่ดีที่สุดคนหนึ่ง เป็นที่รักและเกรงใจของเด็กนักเรียน
ครูพรรณีเป็นผู้หญิงอ้วน หน้าตายิ้มแย้ม ใส่แว่นกรอบทอง ผมสีเงินไปครึ่งศีรษะ ปีนี้เธออายุ ๕๙ ปี ใกล้จะเกษียณแล้ว เธอจะยิ้มแย้มอารมณ์ดีเป็นนิตย์ น้อยครั้งที่เธอจะดุว่าใคร แต่บารมีบางอย่างทำให้ทุกคนในโรงเรียนนี้ต้องเกรงกลัวเธอ
เช้านี้การสนทนาเริ่มด้วยการที่ครูพรรณีจับมือผอมบาง แต่สุขภาพดีของครูรัตนาขึ้นมากุมไว้ในมือ แล้วลูบไล้อย่างช้าๆ วันนี้เธอตั้งใจจะเกลี้ยกล่อมครูหัวแข็งคนนี้ให้จงได้ ก่อนนี้เธอไม่ได้พยายาม เพราะไม่รู้ว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจะร้ายแรงอย่างนี้ วันนี้ เธอจึงต้องเริ่มต้นด้วยความรัก
ครูรัตนา ที่ฉันเรียกเธอมาคุยวันนี้ ก็เพราะเรื่องหนูกังหัน ตอนนี้เขาไปแข่งอะไรก็แพ้ ไม่เหมือนสมัยที่อยู่กับเธอ ตอนนั้นเขามีแต่ชนะ จนมีชื่อเสียงกึกก้องไปทั่ว ฉันอยากขอร้องให้เธอกลับไปทำหน้าที่โค้ชตามเดิม เธอจะรับปากฉันได้ไหม
ยามนั้นครูรัตนามีสีหน้าลำบากใจ และแววตาปวดร้าว
อาจารย์ใหญ่คะ ท่านก็ทราบดีแล้วว่า ดิฉันเหนื่อยเกินไปที่จะทำหน้าที่นั้น มันควรเป็นหน้าที่ของครูท่านอื่นบ้าง
แต่ทำไมละ ในเมื่อเธอทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุด หากว่าเธอเหนื่อย เธอก็ได้พักมานานหนึ่งปีแล้วนี่นา วันนี้เธอยังเหนื่อยอีกหรือ เธอมีปัญหาอะไร บอกให้ฉันทราบได้ไหม ที่จริงฉันอยากรู้ว่าทำไมเธอจึงขอถอนตัวเมื่อปีก่อนนั้น ในเมื่อทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดี ตอนนั้นทุกคนแปลกใจมาก วันนี้ กังหันกำลังตกต่ำลงทุกวัน อย่าลืมว่า เด็กคนนี้เป็นที่รักของพวกเราทุกคน และครั้งหนึ่งก็เป็นที่รักของเธอไม่ใช่หรือ แล้วเกิดอะไรขึ้น
รัตนานิ่งไปครู่ใหญ่ แล้วก็เริ่มเล่า
อาจารย์ใหญ่คะ เหตุการณ์เริ่มเมื่อสามปีก่อนนั้นดิฉันยังจำได้ ในชั่วโมงพละของบ่ายวันหนึ่ง ดิฉันจัดให้มีการวิ่งแข่ง มีเด็กนักเรียนชั้นปอสี่คนหนึ่ง ตัวผอมสูง หน้าตาน่ารัก ผมหยักศกสีดำ ดวงตาสวย เด็กคนนี้ประทับใจดิฉันมาก เพราะเขาวิ่งทิ้งเพื่อนนักเรียนคนอื่นไกลห่างมาก มากจนเหมือนมาจากคนละโลก
ดิฉันรู้สึกขนลุก และคิดว่าดิฉันได้มาพบอัจฉริยะเข้าแล้ว
อาจารย์คะ ดิฉันเคยมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักกีฬามีชื่อ แต่ดิฉันก็ทำไม่ได้หรอกคะ ดิฉันไม่เคยเก่งกีฬาประเภทไหนเลย ได้แค่มาเป็นครูพละ แต่มันเป็นความฝันที่ไม่ดับสลาย พอเห็นกังหันเข้าเท่านั้น ความฝันนั้นก็กลับคืนมา ตอนนั้นดิฉันตั้งใจว่าจะช่วยส่งเสริมเขาให้เป็นหนึ่งในโลกให้ได้
ตอนนั้นเขาอายุเพิ่งสิบขวบ
แต่แปลกนะคะ อาทิตย์ต่อมา ตอนที่ดิฉันพาเด็กไปหัดว่ายน้ำ ดิฉันก็พบว่าเขาว่ายน้ำได้เร็วกว่าทุกคน ไม่ผิดกับเวลาที่เขาวิ่งบนบก มันแปลกเพราะกีฬาสองประเภทนี้แตกต่างกันมาก ปกติไม่มีนักกีฬาคนไหนที่จะเก่งวิ่งกับว่ายน้ำจนถึงที่สุดได้หรอกคะ แต่สำหรับกังหันคล้ายไม่มีข้อจำกัดอันนี้
ต่อมาอีกวันหนึ่ง ครูนิตยาที่สอนคณิตศาสตร์บอกดิฉันว่า ในชั่วโมงคณิตศาสตร์ กังหันก็คิดเลขได้เร็วกว่าเด็กทุกคน เป็นไปได้หรือคะ ที่นักกีฬาคนนี้จะเป็นอัจฉริยะในทางคณิตศาสตร์ด้วย
แม้ในวันนี้ ดิฉันยังไม่รู้เลยว่าศักยภาพของเด็กคนนี้มีอยู่เท่าไร เพราะยังมีอีกหลายสิ่งที่ไม่ได้ลองทำ เพียงแค่สามอย่างนี้ก็เหลือเชื่อมากแล้ว ทำเอาพวกเราหลายคนเหนื่อยไปตามๆกัน ดิฉันคิดว่าต้องหยุดลงตรงขอบเขตหนึ่ง
ถึงตอนนี้ พรรณีพูดแทรกขึ้นว่า
แต่ทำไมเธอถึงเลิกกลางคันละ ในเมื่อตอนนั้นทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยดี
ดิฉันไม่อยากเล่าเรื่องนี้หรอกค่ะ เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวของดิฉัน แต่หากดิฉันไม่ตอบ ปัญหานี้ก็จะยังยืดเยื้อต่อไป ดังนั้นดิฉันจะเล่าให้อาจารย์ฟัง มันเกิดขึ้นในบ่ายวันหนึ่ง กังหันเขาบอกกับดิฉันว่า
ครูอย่าลำเอียงผมคนเดียวสิครับ
ตั้งแต่นั้นมา ความรู้สึกของดิฉันก็เปลี่ยนไป
พรรณีอุทานขึ้นอย่างคาดไม่ถึง
รัตนา เพียงแค่คำพูดประโยคเดียวนี้นะหรือ ที่มันเปลี่ยนทุกสิ่ง
ค่ะ เพียงประโยคเดียว
แต่มันเป็นไปได้ยังไง ฉันไม่เห็นมีอะไรในคำพูดนี้เลย เขายังเด็ก อาจเป็นคำพูดที่จำมาจากคนอื่น เอามาพูดโดยไม่มีจุดประสงค์ เขาอาจไม่เข้าใจคำพูดนี้เลยด้วยซ้ำ
อาจารย์ใหญ่คะ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจตนา หรือความโกรธ ไม่พอใจอะไรทั้งนั้น
ถ้าเช่นนั้น มันเป็นเรื่องของอะไร
ดิฉันได้ถามตัวเองหลายครั้ง ด้วยความแปลกใจเช่นกัน พอจะสรุปได้ว่า ดิฉันทำมากเกินไป เหมือนลูกโป่งที่เป่าจนใหญ่เกินตัว แม้จะมีทรายเม็ดเล็กเพียงเม็ดเดียวมาเสียดสี ก็อาจทำให้ลูกโป่งนั้นแตกได้ และในบ่ายวันนั้นมันก็แตกดังโพละ
ไม่ใช่ความผิดของกังหันหรอกค่ะ แกยังเด็ก และคำพูดนั้นก็ไม่ได้ไร้เหตุผล มันทำให้ดิฉันสะดุ้ง ขนลุก เหมือนอยู่ๆก็โดนเข็มแทงโดยไม่รู้ตัว
ดิฉันคิดขึ้นมาได้ว่า เป็นเวลาสองปีที่ดิฉันทำงานอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง แต่มันมากเกินไป ดิฉันทำตัวเป็นยิ่งเสียกว่าแม่ของเขา ดิฉันรู้สึกไปก้าวก่ายชีวิตของพวกเขามากเกินไป
สิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง ดิฉันเหมือนได้ลืมตาขึ้นมองโลกและสิ่งรอบตัวใหม่ พบว่าสองปีที่ผ่านมา ดิฉันทุ่มเทให้นักเรียนคนเดียว และนักเรียนอื่นอีกนับร้อยละคะ ดิฉันเอาไปทิ้งไว้ที่ไหน
พรรณีโต้แย้งอีกว่า
แต่เด็กอย่างกังหัน เป็นหนึ่งในล้าน
ตรงนี้คือประเด็นล่ะค่ะ ดิฉันเคยคิดอย่างนั้น แต่แล้วบ่ายวันนั้นความคิดของดิฉันก็เปลี่ยนไป ดิฉันพบว่าแท้จริงอัจฉริยะภาพไม่ใช่สภาวะที่แข็ง เป็นก้อนตายตัว หากแต่เป็นคลื่นสัมพัทธ์ มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเรื่องของการส่งและรับ ดิฉันรู้สึกตัวว่าทำมากเกินไป เกี่ยวกับตัวกังหัน และทำน้อยไปกับเด็กนักเรียนคนอื่น และเมื่อดิฉันหันไปมองเด็กนักเรียนคนอื่น ดิฉันก็พบหลายคนที่น่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่นเอิน
เอินคนไหน ยายเอินที่อยู่ปอสองนะหรือ จอมขี้แยคนนั้น
ค่ะ เอินคนนั้น เธอไม่ได้มีพลังมากเหมือนกังหัน แต่เธอมีความเรียบง่ายบางอย่าง ดิฉันเพิ่งสังเกตว่าเธอวาดเขียนเก่ง และสามารถพัฒนาตัวเองอย่างช้าๆ เหมือนการสะสมของน้ำใต้ดิน มันไหลเอื่อย เรียบง่าย ในขณะที่กังหันเขาเหมือนวงแหวนแห่งไฟ
ดิฉันกำลังบอกว่าคลื่นสัมพัทธ์มีหลายแบบ แตกต่างกันมาก แต่ทุกแบบต้องมีการส่งและรับ ส่วนนี้เองที่ยาก ดิฉันในฐานะครู ยอมรับว่าเป็นการยากมากที่จะให้ลูกศิษย์ของตัวเองทุกคนพัฒนาไปสู่สิ่งที่พวกเขามีสิทธิไปถึงได้
ดิฉันมองไปรอบโรงเรียนแห่งนี้ แล้วเห็นภาพที่ก่อนนี้ไม่เคยเห็น ต้องขอบคุณกังหันนะคะ ที่เขาทำให้ดิฉันลืมตาตื่นขึ้น
พรรณีอุทานขึ้น พร้อมทั้งถอนใจ
เรื่องนี้มันลึกกว่าที่คาด ฉันไม่คิดเลยว่าเรื่องจะลามปามมาไกลอย่างนี้ แต่ฉันก็ดีใจนะ รัตนา ฉันจำวันแรกที่เธอมาโรงเรียนแห่งนี้ได้ เมื่อสิบเอ็ดปีก่อน ตอนนั้นเธอยังเป็นเด็ก หน้าตาตื่นอยู่เลย ฉันไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเธอจะเป็นครูได้ แต่วันนี้เธอเป็นครูที่ดีมากนะ ฉันขอชมเชย แต่เรื่องของกังหัน ..
อาจารย์ใหญ่คะ ดิฉันมีความฝันบางอย่างตั้งแต่เด็ก เมื่อมาพบกังหัน เขาเป็นเหมือนความฝันของดิฉัน ดิฉันจึงเกิดพลังมากมายในการทำงาน แต่มันจบแล้วคะ ไม่อาจเรียกกลับมา เหมือนคุณแม่ของดิฉันที่เสียไปสิบสี่ปีก่อน อาจารย์คงทราบนะคะว่าดิฉันรักแม่มาก ตอนที่ท่านป่วยเป็นมะเร็งใกล้จะตาย ดิฉันแทบจะเป็นบ้า ดิฉันรับไม่ได้หรอกคะ
คืนวันนั้น เวลาประมาณตีสอง ดิฉันจำได้ดี เพราะมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น ที่บ้านของดิฉัน เป็นตึกเก่า ที่รั้วคอนกรีตคืนนั้น ใต้แสงจันทร์ อยู่ๆดิฉันก็เห็นมือสีขาวของใครคนหนึ่งโผล่ยื่นพ้นรั้วเข้ามา
ยามนั้นดิฉันตื่นอยู่คนเดียว คุณอาหญิงของดิฉันกับอาเขย และเด็กคนใช้ในบ้าน ล้วนนอนหลับกันหมด ส่วนคุณแม่ก็นอนหมดสติรอลมหายใจเฮือกสุดท้าย ตอนนั้นดิฉันนอนไม่หลับหรอกคะ ได้แต่นั่งอยู่ข้างคุณแม่
หากเป็นยามปกติ ดิฉันคงกรีดร้อง เพราะมือนั้นไม่ใช่มือของมนุษย์ แต่ยามนั้นดิฉันกำลังเฝ้ารอปาฏิหาริย์ ดิฉันจึงนิ่งเงียบ ตัวแข็งทื่อ ได้แต่เฝ้ารอการปรากฏร่างของสิ่งนั้น ดิฉันหวังว่าจะเป็นวิญญาณของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเทพเจ้า หรืออะไรก็ได้ ที่มาช่วยชีวิตของแม่ แม้ตอนนั้นนายแพทย์บอกว่าอวัยวะข้างในของท่านถูกมะเร็งกินไปหมดแล้ว ไม่เพียงไม่กลัวเท่านั้น ตอนนั้นดิฉันรู้สึกดีใจด้วยซ้ำ
สักครู่เจ้าของมือนั้นก็โผล่หน้าเข้ามา มันเป็นหน้าที่ใส่หน้ากากคะ เหมือนสิงโต มีผมปลอมสีขาวเต็มหัว มันปีนรั้วเข้ามาในบ้านของดิฉัน ใส่เสื้อผ้าแปลกๆ ยาวรุ่มร่าม มองไม่ออกว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย มือถือแส้ปัดของคนโบราณ มันเดินเข้ามาอย่างช้าๆ เข้ามาในห้องโถง ที่แม่ของดิฉันนอนอยู่
แล้วมันก็นั่งนิ่งอยู่กึ่งกลางห้องโถง ห่างจากร่างของคุณแม่ประมาณห้าเมตร
ดิฉันกลั้นลมหายใจ แต่แปลกนะคะ ดิฉันก็ยังปกติ ไม่ได้กรีดร้อง ไม่พูด ไม่ขยับกาย ดิฉันกำลังเฝ้ามองว่าจะเกิดอะไรขึ้น เวลาผ่านไปเนิ่นนานมาก มันก็นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น แล้วในที่สุดมันก็หายตัวไป
สิ่งนั้นไม่ว่าจะเป็นอะไร ก็ไม่ต่างกับความฟุ้งซ่านอย่างหนึ่ง เป็นความคิดฝัน แต่ในขณะที่มันหายตัวไป ดิฉันก็ปลงค่ะ ดิฉันยอมรับความจริงว่าชีวิตก็ต้องมีจุดสิ้นสุด เป็นการดีกว่าที่จะปล่อยให้ท่านจากไป
ความแปลกอย่างหนึ่งคือ ดิฉันเพิ่งค้นพบในคืนนั้นเองว่า ที่คนส่วนใหญ่ชอบคิดว่าความตายเป็นความเจ็บปวดทรมาน ไม่เป็นความจริงหรอกค่ะ ความตายเป็นความสุขสงบอย่างยิ่ง ใครบอกอาจารย์คะว่า เด็กคนหนึ่งควรชนะเสมอ และตลอดไป หรือแม้แต่ชนะให้นานที่สุด ไม่จริงหรอกค่ะ รางวัลเหล่านั้นเป็นเพียงการอุปโลกน์ ใครจะรู้ว่าสิ่งใดดีสำหรับชีวิตเด็กคนหนึ่ง
แต่รัตนา ฉันและครูคนอื่นๆล้วนยังเป็นปุถุชน เรายังต้องการความสมหวัง จะให้พวกเราปลงอย่างเธอ คงไม่ได้หรอกนะ ฉันยังอยากขอร้องเธอให้ช่วยเป็นโค้ชให้เด็กคนนี้อีกสักหกเดือน ในระหว่างนี้ยังมีการแข่งขันประเภทวิ่งแข่งที่มาเลเซียกับการแข่งขันแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่เกาหลีใต้ ฉันยังอยากหวัง เธอจะทำเพื่อโรงเรียนของเราได้ไหม
ยามนั้นพรรณีได้ยินเสียงหัวเราะเศร้าๆจากรัตนา
หากอาจารย์ใหญ่ยืนยัน ดิฉันก็ขัดไม่ได้ กรุณาเข้าใจด้วยว่า ดิฉันรักเขาไม่น้อยกว่าเดิม ใครจะไม่รักเด็กที่ปั้นมากับมือละคะ
ขอบใจ รัตนา เธออย่าถือสาฉันที่เป็นแก่ และเป็นปุถุชนที่ยังไม่อาจสูญสิ้นความหวัง
คุยกันถึงประโยคนี้ พอดีเป็นเวลาเที่ยง เพ็ญนภากับกังหันลูกชายอายุสิบสามขวบของเธอ เดินเข้ามาในห้องพักครูพรรณี
ใจของเพ็ญนภาเต้นรัว เธอไม่สบายใจกับการมาพบกันครั้งนี้เลย แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวกับอนาคตของลูก จำได้ว่าเธอไม่เคยชอบครูรัตนาเลย เพราะครูรัตนาเจ้ากี้เจ้าการมากเกินไป โดยเฉพาะกับชีวิตลูกชายคนเดียวของเธอ แต่วันนี้เธอกลับต้องการขอโทษ
เธอไม่แน่ใจว่าได้ล่วงเกินอะไรครูรัตนาไปบ้างในอดีต แต่คิดว่าคงมี อย่างน้อยก็ในน้ำเสียง กิริยาที่ไม่เป็นมิตร โดยเฉพาะคนตรงไปตรงมา ไร้ชั้นเชิงอย่างเธอ แต่เท่าที่จำได้เธอสองคนก็ไม่เคยทะเลาะอะไรกันเลย
เธอตั้งใจว่าวันนี้จะมากราบงามๆครูรัตนาหนึ่งที และขออภัยในการกระทำใดๆที่เธอได้ทำ แม้อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่เมื่อเดินเข้าในห้อง ครูรัตนากลับเป็นฝ่ายหันมายกมือไหว้เธออย่างสุภาพ
เพ็ญนภาเป็นผู้หญิงสวย หน้าหวาน เธอเป็นหม้ายมาหลายปี สิ่งที่เธอปวดร้าว คือเธอเข้ากับลูกชายคนเดียวไม่ได้ ไม่ว่าจะรักเขาเพียงใดก็ตาม
กังหันเป็นเด็กรูปงาม น่ารัก ดวงตาคม ผมหยักศก
เมื่อเพ็ญนภากับกังหันทรุดกายนั่งตรงเรียบร้อยแล้ว ครูพรรณีก็พูดขึ้น
คุณเพ็ญคะ ครูรัตนารับปากกับฉันจะเป็นโค้ชให้กับกังหันอีกครึ่งปี
เพ็ญนภาหันไปยกมือไหว้ครูรัตนา
ดิฉันต้องขอกราบขอบพระคุณแทนกังหันด้วยนะคะ มาวันนี้ดิฉันจึงรู้ว่า ขาดครูไปคนหนึ่ง จะเกิดผลอย่างไร ในอดีตหากดิฉันได้ล่วงเกินอะไรครูไปบ้าง กรุณายกโทษให้ดิฉันด้วยนะคะ
กรุณาอย่าพูดอย่างนั้นเลยค่ะ
ครูรัตนารีบยกมือไหว้ตอบ น้ำเสียงไพเราะ
ควรเป็นดิฉันต่างหากที่ต้องกราบขออภัยคุณเพ็ญ ดิฉันเพิ่งรู้สึกตัวว่าที่ผ่านมา ดิฉันไปก้าวก่ายกับชีวิตของกังหันมากเกินไป มาวันนี้ดิฉันยังรู้สึกเสียใจไม่หาย
ไม่จริงหรอกค่ะ กังหันได้ดีมาถึงทุกวันนี้ เพราะครูคนเดียวเท่านั้น
เพ็ญนภาตอบเสียงเศร้า
๒ กังหัน
ฉันเดินเข้าไปในห้องครูใหญ่กับแม่
สำหรับฉัน ไม่มีความรักให้แม่ เธอเป็นเพียงเงาสีเทาเงาหนึ่งเท่านั้น เช่นเดียวกับคนอื่นๆ แม้เธอจะเป็นผู้ป้อนข้าวและน้ำให้ฉัน ฉันไม่เคยเห็นมนุษย์คนไหนมีสีเลย แต่ละคนล้วนเป็นมนุษย์สีเทา มีบ้างเป็นสีเทาอ่อนมากจนเกือบเป็นขาว และมีบ้างที่ดำสนิท เหมือนพ่อของฉัน
ยกเว้นครูรัตนา มีเธอเท่านั้นที่เป็นมนุษย์ที่มีสีเหมือนฉัน
หากฉันเป็นผีเสื้อสีน้ำเงิน ครูรัตนาเป็นผีเสื้อสีแดง เมื่อฉันเจอครูรัตนา ฉันพบว่าเหมือนผีเสื้อตัวหนึ่งมองเห็นผีเสื้ออีกตัวหนึ่ง และต่างสีกัน ในขณะที่สิ่งมีชีวิตอื่นทั้งโลก ล้วนเป็นสีขาวดำ
เที่ยงวันนี้เมื่อฉันเดินเข้าไป ฉันเห็นอาจารย์ใหญ่สีเทาตัวอ้วนใหญ่ แต่ครูรัตนาวันนี้เป็นผีเสื้อสีน้ำตาลแก่ ฉันไม่เห็นครูรัตนามาหลายเดือนแล้ว ดูเหมือนเธอจะหลีกเลี่ยงที่จะเจอฉัน
ฉันรู้ว่าครูรัตนาแปรเปลี่ยนสีสันได้ ไม่คงที่ แต่วันนี้สีของเธอเปลี่ยนไปมาก มันเป็นสีน้ำตาลแก่ หรือว่าเธอกำลังจะเปลี่ยนเป็นดำ ฉันอดเฝ้ามองด้วยความแปลกใจไม่ได้ แต่สักครู่เมื่อเธอคุยกับอาจารย์ใหญ่และแม่ของฉัน วูบหนึ่งที่เธอเผลอ ฉันก็เห็นการแปรรูปของเธอ เหมือนผีเสื้อตัวใหญ่ที่หุบปีกอยู่ แล้วสักครู่ก็กางปีก ตอนนั้นฉันเห็นว่าแท้จริงปีกของเธอเป็นสีน้ำตาลสลับเหลือง มีลายสีเหลืองสด ที่สวยงามประหลาด
ฉันไม่ใช่ตุ๊กตาของใคร มีคนบอกว่า กังหันวันนี้ไม่หมุน เพราะขาดลม และลมนั้นคือความฝันของครูรัตนา มันไม่จริง เพราะลมของกังหันอยู่ข้างใน จริงอยู่มันถูกค้นพบโดยครูรัตนา แต่ลมนั้นมันอยู่ข้างในตัวฉัน ฉันรู้สึกตัวเมื่อฉันวิ่ง ว่าร่างของฉันเบาผิดปกติ ไม่รู้ความเบานั้นมาจากไหน เหมือนฉันกำลังจะบินได้อย่างนก
เมื่อฉันว่ายน้ำ ฉันรู้สึกลมหายใจเป็นหนึ่งกับสายน้ำ ฉันรู้สึกตัวเหมือนปลา เมื่อฉันคิดเลขทางคณิตศาสตร์ มันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เหมือนกับว่าคำตอบนั้นง่ายนิดเดียว คล้ายมีทางลัดที่สั้นที่สุดเสมอ มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่รู้ พวกเขาชอบเดินทางอ้อม
วันนั้นฉันหวังดี ฉันบอกครูว่า
ครูอย่าลำเอียงผมคนเดียวสิครับ
ฉันเห็นเธอกระสับกระส่าย เป็นทุกข์ ฉันเพียงอยากให้เธอลดทอนอะไรบางอย่างลงสักเล็กน้อย แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับผิดความคาดหมาย เธอเปลี่ยนเป็นตรงกันข้าม เธอหมดความสนใจในตัวฉัน เธอไม่สนใจอีกแล้วว่าฉันจะทำอะไร จะแพ้หรือชนะ ร้ายยิ่งกว่า ฉันรู้สึกเธออยากให้ฉันแพ้ เธอไม่พูดออกมาตรงๆ แต่ฉันรู้สึกได้ แววตาเธอดูพอใจลึกๆที่เห็นฉันแพ้
ฉันแกล้งแพ้ครั้งแรก ในวันนั้น เพราะฉันอยากเห็นแววตาแห่งความเสียใจ ความเป็นห่วง แต่ผลที่ได้รับกลับเป็นตรงกันข้าม มันเป็นแววตาแห่งความพอใจ
ฉันวิ่งเล่นสนุก ว่ายน้ำสนุก ฯลฯ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าฉันต้องการชัยชนะ เพื่อถ้วยรางวัล หรือคำชมเชยสรรเสริญ สิ่งเหล่านี้ไร้สาระสิ้นดี มันคือโลกของมนุษย์สีเทา หรือเลวร้ายกว่า เป็นโลกของมนุษย์สีดำ
ขอเพียงครูรัตนามาขอฉันดีๆเพียงประโยคเดียวก็พอ หากเธอบอกว่า กังหัน ครูขอให้เธอแข่งให้ชนะนะ เท่านั้นฉันก็ชนะ แต่คนอื่นจะขอฉันอย่างนี้ไม่ได้ หากครูอยากให้ฉันแพ้ หรือไม่สนใจว่าฉันจะแพ้หรือชนะ ถ้าเช่นนั้นฉันก็จะแพ้
สิ่งสุดท้ายที่ฉันจะเป็น คือเป็นมนุษย์สีเทาเหมือนแม่ หรือครูใหญ่อ้วนที่นั่งอยู่ข้างหน้าฉัน
และไม่มีทางใดที่ฉันจะเป็นมนุษย์สีดำ เหมือนพ่อของฉัน
๓ รัตนา
บ่ายวันนั้นฉันจำได้ แม่บอกว่า
ใครช่วยเปิดผ้าม่านที
มันเป็นคำพูดประโยคสุดท้ายของแม่ แล้วจากนั้นแม่ก็เข้าสู่อาการโคม่า ก่อนจะเสียชีวิตในคืนนั้น
ฉันจำได้ เพราะคำพูดประโยคนั้นเป็นประโยคสุดท้ายของแม่ มันเป็นบ่ายที่สว่างจ้าในห้องโถง ไม่มีใครปิดผ้าม่าน ไม่มีใครปิดประตูหรือหน้าต่าง แต่แม่ในยามนั้นมองอะไรไม่เห็น
ฉันเดินอยู่ในโลก มองการเคลื่อนตัวระหว่างแสงสว่างและความมืด ทุกครั้งฉันก็หวนคิดถึงถ้อยคำประโยคนี้ เมื่อดวงอาทิตย์กำลังตกดิน หรือกำลังขึ้นจากฟ้า ฉันได้ยินเสียงของแม่
ฉันกำพร้าพ่อมาแต่เด็ก เหมือนกังหัน ต่างกันเป็นตรงกันข้ามเพียงแค่ว่า เขาไม่รักแม่ แต่ฉันรักแม่มากดังดวงใจ
ตอนที่แม่เสีย ฉันอายุ ๑๙ ฉันเสียใจแทบเป็นบ้า แต่เมื่อเสียแม่ไปจริงๆ ฉันกลับทำใจได้ ฉันเก็บทุกสิ่งไว้ในประโยคเดียว และเท่านั้นก็พอ
ตอนฉันเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ฉันมีคนรัก เขาชื่อธีรยุทธ เราเป็นแฟนกันหลายปี แต่แล้ววันหนึ่ง มันคงเป็นวันที่ฉันอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ฉันพูดจ้อทั้งวัน ในเย็นวันนั้นเขาพูดว่า
ทำไมวันนี้เธอพูดมากเกินไป
ฉันสะดุ้งวาบ เพราะฉันรู้ว่านี้เป็นประโยคสุดท้ายของธีรยุทธ
ฉันเงียบเสียงลง และเงียบลง โดยเฉพาะกับเขา ท้ายที่สุดเราก็เลิกกัน สำหรับฉัน เขาตายแล้วตั้งแต่วันที่เขาเปล่งคำพูดประโยคนั้น
ในตัวฉัน มีลำน้ำแห่งคำพูด มันเป็นลำน้ำเล็ก แต่ผู้ใดที่ข้ามไปแล้ว ไม่สามารถข้ามกลับ พวกเขาจากไปชั่วกาลนาน
แต่ผู้ข้ามลำน้ำนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนตาย มันอาจเป็นคนเป็น วันนี้ธีรยุทธไปยืนอยู่ใกล้แม่ของฉัน ฉันมองเห็นพวกเขาจากฝั่งนี้ แต่ไม่อาจข้ามไปหา
ธีรยุทธคงไม่ได้รักฉันเท่าไร วันนี้เขาอาจลืมฉันไปแล้ว แต่ฉันกลับยังไม่ลืมเขา เหมือนฉันที่ไม่อาจลืมแม่ของฉัน เวลามองเห็นแสงแดดแรงกล้า ฉันคิดถึงแม่ เวลาเห็นแสงเปลี่ยนคลื่น ฉันคิดถึงคำพูดสุดท้ายของเธอ เวลาฉันเดินอยู่ที่มีเสียงเซ็งแซ่ ในศูนย์การค้า ในตลาด ฉันได้ยินประโยคสุดท้ายของธีรยุทธ ที่จริงฉันรักเขามากกว่าเดิม รักมากเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะรักผู้ชายคนหนึ่ง แต่ฉันไม่ต้องการอยู่กับเขา ฉันไม่อาจมีชีวิตอยู่กับคนที่อยู่คนละฟากฝั่งลำน้ำแห่งคำพูด ทุกคนที่ข้ามฝั่งน้ำนี้ไป ฉันรักพวกเขามากกว่าเดิม
ลำน้ำนี้ลึกและยาวไร้จุดจบ แต่กลับแคบ
แล้ววันหนึ่งกังหันก็เปล่งประโยคสุดท้าย
ครูอย่าลำเอียงผมคนเดียวสิครับ
วันนั้นเขาได้ข้ามฝั่งไปคนเดียว ไปรวมกับแม่และธีรยุทธ และเพื่อนสนิทของฉันอีกสองคน ฉันรู้สึกตื่นตะลึง ขนลุก ทั้งโศกเศร้า แต่ก็ดีใจในส่วนลึก เพราะนี้เป็นอาหารที่รสชาติหอมหวานที่สุดสำหรับฉัน
ในความอิ่มหนำ มีความเงียบเหงาวังเวง
ฉันไม่มีวันบอกใครได้ ไม่มีใครเข้าใจ จนกว่าพวกเขาจะเห็นลำน้ำแห่งคำพูด
ฉันไม่ได้รักกังหันน้อยลงเลย ที่จริง จากวันนั้น ฉันรักเขาเป็นนิรันดร์ แต่ไม่อาจอยู่ร่วมกับเขา ฉันไม่ได้ถือสาคำพูดของเด็ก ฉันไม่ได้น้อยใจ หรือโกรธ แต่ดวงตาฉันมองเห็นภาพไม่เหมือนเดิม ชีวิตของฉันได้เปลี่ยนยุค
หนึ่งประโยคสุดท้าย คือหนึ่งยุค
เขาทำให้ฉันตื่น ฉันมองเห็นเด็กอื่นในโรงเรียนแห่งนี้ มิติของพวกเขาซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม
ทุกประโยคสุดท้ายเป็นสัจธรรม เรียบง่ายกว่าสุภาษิต แต่มันมีกาลอวกาศกว้างใหญ่กว่านับล้านเท่า มันเป็นคนละเรื่อง โครงสร้างภายในอันเรียบง่ายนี้เอง ทำให้มันกลายเป็นกาลอวกาศกว้างใหญ่กว่าสุภาษิต มันจริงโดยตัวมันเอง ไม่ต้องมีความหมาย
นี้คือประโยคสุดท้ายของฉัน แต่ไม่มีใครได้ยิน มันเป็นเสียงเงียบภายในตัวฉัน ฉันจึงไม่สามารถข้ามลำน้ำนี้ ตัวฉันเองคือกฎยกเว้น ฉันคือผู้อยู่บนฝั่งลำน้ำเดียว
วันใดที่มนุษย์ทั้งโลกเปล่งประโยคสุดท้าย ก็ยังคงเหลือฉันคนเดียวบนฝั่งลำน้ำนี้ เราจากกันชั่วนิรันดร
บ่ายวันนี้ คนภายนอกจะเห็นภาพฉันเดินไปกับกังหัน แต่ภายในนั้น เราต่างคนต่างเดิน คนละฟากฝั่ง
กลับไปขึ้นข้างบน
แพรว
๑
อีกครั้งที่ฉันฝันถึงแพรว
ฉันสะดุ้งตื่น มองออกนอกบานหน้าต่างรถไฟ พบว่ารถได้มาถึงสถานีนครสวรรค์
สามวันมานี้ฉันฝันถึงแพรวทุกคืน มันเป็นเรื่องผิดปกติอย่างมาก เพราะปกติฉันจะฝันถึงเธอเดือนละครั้ง หรือสองครั้ง แต่สัปดาห์นี้ ฉันฝันถึงเธอติดๆกัน มิหนำซ้ำยังเป็นเรื่องเดิม สถานที่เดิม เหมือนหนังที่มาฉายซ้ำ เพียงแต่ตัดต่อใหม่
ฉันเรียกฉากนี้ว่า ดอกไม้บนดาดฟ้า
แพรวเดินขบวนอยู่ข้างหน้า คั่นกลางระหว่างฉันกับเธอมีคนอื่นที่ฉันไม่รู้จักห้าหกคน เรากำลังเดินเป็นขบวนยาว เหมือนงูเลื้อยอยู่บนดาดฟ้าแห่งหนึ่ง ฉันมองเห็นไม่ชัดเจน รู้แต่ว่าคงเป็นดาดฟ้าของตึกที่สูงมาก รู้สึกได้จากก้อนเมฆที่เคลื่อนไปรอบด้าน
พวกเราทุกคนใส่ชุดว่ายน้ำ แต่ละคนใส่หมวกว่ายน้ำด้วย ยกเว้นพราว เธอผูกผมด้วยโบสีเหลือง
มันเป็นขบวนที่แปลก เพราะมีคนทุกเพศทุกวัย มีคนแก่ มีเด็กเล็ก
ฉันจำได้แม่นปีนี้แพรวอายุสิบขวบ ทุกครั้งที่ฉันฝันถึงเธอ เธอต้องผูกโบสีสด มันเปลี่ยนสีไปเรื่อยตามแต่โอกาส แต่ในความฝันสามครั้งหลังนี้ เธอล้วนผูกโบสีเหลืองสด เด็กหญิงหน้าตางดงาม ใส่ชุดว่ายน้ำ แต่ผูกโบ
พวกเรากำลังมาทำอะไรอยู่บนดาดฟ้านี้
ในความฝันครั้งแรกฉันรู้สึกแปลกใจมาก มันเป็นภาพเหนือจริง คนจำนวนร้อยมาเดินขบวนแถวยาวเป็นรูปวงกลม วนเวียนไปมาที่ขอบดาดฟ้า เหมือนเป็นกลีบดอกไม้ ฉันจึงเรียกมันว่าดอกไม้บนดาดฟ้า ทุกคนเดินอย่างเงียบกริบ
แต่เมื่อฉันฝันซ้ำหลายครั้ง ฉันเริ่มเคยชิน ฉันไม่ถามอีกแล้วว่าพวกเรามาทำอะไรอยู่ที่นี้ พวกเราเดินวนไปมา เหมือนกำลังรออะไรสักอย่าง แล้วในที่สุดทุกคนจะยืนบนขอบดาดฟ้า ทำท่าเหมือนจะกระโดดน้ำ
ฉันมักสะดุ้งตื่นในวินาทีที่กำลังจะกระโดดเสมอ
มองออกนอกบานหน้าต่าง เฝ้าดูผู้คนมากมายที่สถานี หวังผ่อนคลายความกังวลบางอย่างออกไป เมื่อคืนฉันนอนไม่หลับทั้งคืน ความดำมืดเก่าๆยังคงตามมาหลอกหลอนฉัน เช้านี้ฉันจับรถไฟขึ้นเชียงใหม่ หลังจากที่ไม่เคยนั่งรถไฟมานานเกือบสิบปี และเลือกนั่งชั้นสอง มันคงเป็นเจตนาของฉันที่ต้องการเปลี่ยนความเคยชิน ฉันอยากคิดทบทวนหาเหตุผล หาทางออกที่ปิดตันมานานหลายปี แต่เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน ฉันก็เผลอหลับไป
เมื่อรถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานี จากช้าเปลี่ยนเป็นเร็ว ฉันเฝ้ามองผู้คน ทุ่งนา ต้นไม้สองข้างทาง มันคล้ายหนึ่งจะอยู่ตรงนั้น คล้ายหนึ่งไม่อยู่ ฉันอดเอามือกดตรงกลางระหว่างคิ้วไม่ได้ ฉันมักทำอย่างนั้นตั้งแต่เด็ก เวลาฉันอยากร้องไห้ มันได้ผลดี ทำให้ฉันกลั้นน้ำตาไว้ได้ น้อยครั้งที่ฉันจะร้องไห้ และฉันคงไม่ร้องไห้ให้อายคนอื่นในรถไฟขบวนนี้
ฉันคุ้นเคยกับความฝันนี้ก็จริง แต่ในอีกแง่หนึ่งฉันก็ยิ่งหวาดกลัว มันผิดปกติมาก มันกำลังจะบอกอะไรฉันหรือ แต่คงเป็นเพราะหลายวันมานี้ฉันเครียดและนอนไม่พอ ฉันคิดอะไรไม่ออก แล้วฉันก็หลับไปอีกครั้ง
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร รถไฟกระตุกจนฉันสะดุ้งตื่น รู้สึกคอแห้งผาก พอดีมีแม่ค้าเดินขายน้ำผ่านมา ฉันซื้อน้ำเย็นสองขวด แล้วดื่มอย่างกระหาย
ฉันคิดถึงความฝันของฉันอีกครั้ง แต่คราวนี้ ฉันคิดถึงเจนจิราที่ยืนอยู่ไกลออกไปในอีกวงกลมหนึ่งบนดาดฟ้า เธออยู่ห่างจากขบวนของฉันกับแพรวพอสมควร แต่ฉันก็มองเห็นเธอ ใบหน้าที่งดงามและอ่อนหวานของเธอ ยามมองมาทางนี้ มักมีรอยยิ้มน้อยๆ มันเป็นรอยยิ้มที่ฉันคุ้นเคยเมื่อสิบกว่าปีก่อน
ฉันหวาดกลัว เพราะฉันไม่เคยฝันถึงแพรวกับเจนจิราพร้อมกันมาก่อนเลย ทั้งที่ฉันควรทำอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว อะไรที่ไม่เคยเกิด ทำไมถึงเกิดขึ้นพร้อมกันในสัปดาห์นี้ ความฝันนี้เอง ทำให้ฉันตัดสินใจแน่วแน่ที่จะขึ้นเชียงใหม่ ไปหาเจนจิรา
ฉันพบเจนจิราครั้งแรกเมื่อสิบสามปีก่อน ตอนนั้นฉันอายุยี่สิบเจ็ดปี เป็นคนหนุ่มเพียบพร้อม รูปหล่อและร่ำรวย ฉันจึงยโสและเอาแต่ใจตัวเอง ส่วนเจนจิราเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย เธออายุอ่อนกว่าฉันหกปี
ฉันได้เธอมาโดยไม่ยากนัก เหมือนหลายครั้งในชีวิตฉันที่ฉันได้สนุกกับเพศตรงข้าม แต่ครั้งนี้แตกต่างกับครั้งก่อน
วันที่ฉันเริ่มนึกเบื่อเธอ อยากหาคนใหม่ แต่เธอกลับรักฉันด้วยใจจริง และตามใจฉันทุกอย่าง จนฉันไม่มีเหตุผลที่จะเลิกกับเธอ
เธอยอมเป็นเมียเก็บของฉันแต่โดยดี และไม่เคยเรียกร้องอะไรจากฉันเลย เธอไม่สนใจเงินของฉันด้วย มันทำให้ฉันไม่สามารถทิ้งเธอได้
สามปีต่อมา เธอท้อง
ฉันโกรธมาก รู้สึกเหมือนตกลงไปในกับดัก ฉันคิดว่านี้คงเป็นแผนที่เธอจะจับฉัน เพราะฉันเคยบอกแล้วว่าฉันยังไม่อยากมีลูก เธอบอกมันเป็นอุบัติเหตุ แต่ฉันไม่เชื่อหรอก ฉันไม่เคยไว้วางใจคนอื่น มันเป็นแผนที่ซ่อนอยู่ข้างหลังใบหน้าไร้เดียงสา ฉันยื่นคำขาดให้เธอเอาเด็กออก
เธอประท้วงฉันเป็นครั้งแรก มีอาการไม่ยินยอม แต่ฉันบอกเธอว่า หากเธอไม่เชื่อฟังฉัน เราจะเลิกคบกันนับแต่นี้
เจนจิราเป็นผู้หญิงสวยแต่หัวอ่อน และยิ่งเพราะเธอรักฉัน ในที่สุดเธอก็ยินยอม เธอเอาเด็กออก
หลังจากนั้น เราห่างกันออกไปเองทีละน้อย คงเป็นเพราะทุกครั้งที่เราเจอหน้ากัน มีความปวดร้าวบางอย่าง ความรู้สึกผิดข้างในตัวเธอ ส่วนฉันคิดว่าฉันคงไม่รู้สึกอะไร แต่แล้วฉันก็ต้องยอมรับว่า มีบางอย่างเปลี่ยนไปข้างในตัวฉัน มันเกิดขึ้นทีละน้อย
จวบจนวันหนึ่ง สามปีต่อมา ฉันฝันถึงแพรวเป็นครั้งแรก
๒
ฉันไม่เคยลืมความฝันครั้งแรกนั้นเลย ฉันกำลังเดินอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่ไร้ผู้คน เงียบสงัด และแล้วฉันก็เห็นเด็กผู้หญิงไว้ผมยาว ผูกโบสีแดงสด วิ่งเล่นสวนมา เมื่อมาถึงข้างหน้าของฉัน เธอก็หยุดวิ่ง แล้วยืนนิ่งจ้องมองหน้าของฉัน ใบหน้าน่ารัก แก้มยุ้ย ดวงตากลมโต เธอยิ้มน้อยๆให้เห็นฟันซี่เล็กๆ
ฉันไม่เคยเห็นเธอมาก่อน แต่ก็รู้สึกคุ้นเคย จ้องมองเด็กผู้หญิงคนนั้น คิดว่าเธอคงมีอายุประมาณสามขวบ
หนูชื่ออะไรจ๊ะ มาจากไหน
ปกติฉันเป็นคนไม่ชอบเด็ก แต่ในเวลานั้น ฉันรู้สึกอบอุ่น และมีใจชอบเด็กคนนี้ เธอได้แต่จ้องมองฉันเฉย ในมือของเธอถือขนมถุงเล็กๆ แววตาที่สดใส แต่คล้ายกำลังจะบอกอะไรฉัน ทำให้ฉันสะเทือนใจอย่างประหลาด ไม่รู้อะไรทำให้ฉันยื่นมือออกไป หวังจะกอดเธอไว้ แต่ก่อนที่มือของฉันจะไปถึงตัวเธอ ฉันก็สะดุ้งตื่น
จากนั้นเธอก็จะเข้ามาในความฝันของฉัน ฉันเริ่มเรียนรู้ว่า หากฉันพยายามจะกอดเธอ เธอก็จะหายไป ดังนั้นฉันจึงคุยกับเธอแทน โดยไม่แตะต้องตัวเธอ แต่เธอก็ไม่เคยคุยกับฉันเลย
ฉันรู้แล้วว่า เธอคือลูกของฉัน ที่ฉันฆ่าทิ้งไปเมื่อสามปีก่อน
ตั้งแต่เธอเข้ามาในความฝันของฉัน ฉันเริ่มเปลี่ยนไป ฉันเริ่มสำนึกผิด คิดทบทวนกลับ ฉันไม่เข้าใจว่าฉันทำอย่างที่ฉันทำได้อย่างไร บัดนี้ฉันเริ่มอยากมีลูก
ในที่สุดฉันตั้งชื่อเธอว่าแพรว
คืนวันหนึ่ง ฉันอยู่กับเจนจิราในคอนโดมิเนียมส่วนตัวของฉันริมแม่น้ำ หลังอาหารเย็น เรานั่งคุยกันที่ระเบียง มองดูแสงไฟจากเรือใหญ่น้อยที่วิ่งอยู่บนแม่น้ำ วันนั้นเราต่างอ่อนโยนต่อกันเป็นพิเศษ คืนนั้นฉันมีเรื่องสำคัญจะบอกเธอ
ฉันคบกับเจนจิรามาได้หกปีแล้ว แม้ช่วงหลังเราจะห่างกันออกไป แต่เราก็ยังคบกันอยู่ ระยะนั้น บางครั้งเราเจอกันเพียงเดือนละครั้ง อาจเป็นเพราะเธอมีงานยุ่ง และเพราะเชียงใหม่กับกรุงเทพฯอยู่ห่างกันพอสมควร ตอนนั้นเธอเริ่มเป็นผู้ใหญ่กว่าเดิม
ฉันคิดว่าเธอจะดีใจสักเพียงไหน หากฉันขอเธอแต่งงาน ฉันจงใจจะเก็บไว้ หลอกให้เธอดีใจเล่น ที่จริงเจนจิราจนกว่าฉันมาก ตระกูลของเธอก็เป็นรองฉันอย่างเทียบกันไม่ได้ แต่ตั้งแต่ฉันรู้สึกถึงการมีอยู่ของแพรว ฉันก็ใจอ่อน และยอมรับเธอ ไม่กลัวญาติพี่น้องของฉันจะรังเกียจเธอ
ล่าสุดเมื่อแพรวเข้ามาในความฝันของฉัน ฉันบอกกับเธอว่า
แพรว ลูกพ่อ ลูกอยากกลับมาเกิดใหม่ใช่ไหม มาเป็นลูกของพ่อกับแม่เจนจิราอีกครั้งนะ ครั้งนี้พ่อจะรักและดูแลลูกให้ดีที่สุด คราวนี้ พ่อกับแม่จะไม่ทิ้งหนูไปอีกแล้ว
ในตอนนั้นฉันเริ่มรักและหลงลูกน้อยของฉัน และเฝ้ารอคอยวันที่ฉันจะได้เห็นเธอ ฉันวางแผนการแต่งงานไว้เป็นเวลาหลายเดือน ก่อนที่ฉันจะบอกเจนจิรา ฉันอยากให้เธอตกใจเล่น
คืนนั้น ยืนอยู่ริมระเบียง เรากอดจูบกันด้วยความรู้สึกอบอุ่น อ่อนโยน เหมือนสมัยแรกที่เราคบกัน คืนนั้นเธอเอาใจฉันเหมือนแต่ก่อน
วสันต์คะ เจนมีเรื่องอยากคุยกับคุณค่ะ
เจนจิรากระซิบบอกกับฉัน
จริงหรือ พี่ก็มีเรื่องจะบอกเธอเช่นกัน แต่ไม่เป็นไร เธอบอกเรื่องของเธอก่อน
ฉันบอกกับเธอด้วยเสียงอ่อนโยน ใจของฉันเต็มไปด้วยความสุข มีบางสิ่งบางอย่างในตัวเธอที่ฉันมองข้ามไป แต่วันนั้นฉันเห็นอย่างชัดเจน นี้เป็นผู้หญิงที่ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่น ทำไมต้องรอให้ฉันพบแพรว ซึ่งมีหน้าตาคล้ายเธอ ฉันจึงรู้สึกตัว
เจนปีนี้อายุยี่สิบเจ็ดแล้วคะ เจนอยากแต่งงาน
เธอกระซิบ มีบางอย่างในน้ำเสียงและท่าที ที่แสดงอาการประหม่า ส่วนฉันแทบหัวเราะก้อง คิดไม่ถึงว่าเธอจะมาคุยกับฉันในเรื่องเดียวกัน ฉันพยายามบังคับตัวเองไม่ให้หัวเราะ มีแต่รอยยิ้มที่มุมปาก
ดีสิ เจน พี่เห็นด้วย
ฉันตอบยิ้มๆ เธอมีอาการผงะอย่างเห็นได้ชัด ในความมืดนั้น ฉันรู้สึกถึงอาการตกใจในสีหน้าของเธอ เธอถอยออกไปนิดหนึ่ง
เจนคิดว่าคุณจะไม่เห็นด้วย
เธอเสียงสั่น
ถึงตอนนั้นฉันกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
ใครบอก เจนเชื่อไหม มันเป็นเรื่องเดียวกันกับที่พี่อยากคุยด้วย พี่เองปีนี้ก็อายุสามสิบสามแล้ว ไม่น้อยแล้วนะ
อดแปลกใจไม่ได้ที่เธอไม่มีสีหน้าดีใจ
แต่เจนอยากมีลูกคะ
เธอมีเสียงเศร้า
ก็มีสิ ใครบอกว่าพี่ไม่อยากมีลูก
ในตอนนั้น เสียงของฉันยังคงอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความสุข
แต่มันสายไปแล้วนี่คะ วสันต์ เจนมีคนอื่นแล้วค่ะ
หมายความว่ายังไง
สีหน้าและน้ำเสียงของฉันคงเปลี่ยนไป เจนจิรามีอาการหวาดกลัว เธอกลัวฉันมานานแล้ว
หนึ่งปีมานี้ เจนได้พบผู้ชายอีกคน และเชื่อว่าเขาจะเป็นคู่ชีวิตที่ดีของเจน คืนนี้เจนตั้งใจจะมาบอกลา ต่อนี้ไป ขอให้เราเป็นเพียงเพื่อนกันเถอะนะคะ
หัวใจของฉันเต้นตุบๆ ทั้งตกใจและโกรธ
เธอจะบ้าหรือ เจน
ท่าทางฉันคงเหมือนกำลังจะเข้าไปทำร้ายเธอ เธอรีบบอกกับฉันว่า
อย่าทำร้ายเจนนะคะ วสันต์ เจนท้องกับเขาได้สามเดือนแล้วคะ
คำพูดประโยคสุดท้ายของเธอทำให้ใจของฉันอ่อนลง
สามปีมานี้ เจนรู้สึกเสียใจโดยตลอดในสิ่งที่ทำลงไป และรู้สึกตัวแน่แล้วว่าตัวเองอยากมีลูก เจนจึง .
เธอพยายามอธิบาย แต่ตอนนั้นเสียงของเธอเหมือนเสียงอื้ออึงที่ไกลห่าง ฉันได้ยินเพียงกระท่อนกระแท่น ฉันจำไม่ได้ว่าเธอพูดอะไร
๓
แล้วเจนจิรา ก็ออกไปจากชีวิตของฉัน
เธอแต่งงานกับผู้ชายคนนั้น และมีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน ฉันไม่อยากทำร้ายผู้หญิงคนนี้อีก จึงปล่อยเธอไปจากชีวิตของฉัน แต่แปลกที่ว่าเวลาผ่านไป ผู้หญิงทุกคนที่เข้ามาในชีวิตของฉัน กลับไม่มีความหมาย ฉันเพิ่งรู้สึกตัว ว่าฉันรักเจนจิรา
เวลาฉันอยู่กับผู้หญิงคนอื่น เพียงไม่นานฉันก็เบื่อ และยิ่งทำให้ฉันคิดถึงความอบอุ่นเวลาอยู่กับเธอ
ในระหว่างนั้น ฉันก็ฝันถึงแพรว เด็กคนนี้เติบโตตามกาลเวลา เหมือนเธอมีชีวิตของตัวเอง จากเด็กสามขวบ เธอค่อยๆเติบโตขึ้นทีละน้อย แต่เธอไม่เคยคุยกับฉันเลย ในความฝัน เรามักพบกันในที่ต่างๆ เธอชอบมาจ้องมองฉันด้วยความแปลกใจ อยากรู้อยากเห็น และฉันเป็นฝ่ายชวนเธอคุย ส่วนเธอเป็นเพียงผู้ฟัง
ฉันยอมรับแล้วว่าฉันอยากมีลูก และอยากให้เป็นเด็กผู้หญิงคนนี้ ฉันรักเธอมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด บ่อยครั้งฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับเหงื่อที่แตกท่วมตัว ฉันต้องการในสิ่งที่ฉันทิ้งไปเองหมด วันนี้ ฉันจะหามันได้จากที่ไหน
ใครจะคิด ว่าฉันจะกลับไปง้อเจนจิรา
แต่ฉันก็ทำ ฉันโทรศัพท์ไปคุย บางครั้งฉันก็ขึ้นเชียงใหม่ไปหาเธอ ทุกครั้งเธอก็ออกมาพบกับฉันตามนัด ไม่เคยบ่ายเบี่ยง คงเป็นเพราะเธอรู้นิสัยของฉัน ว่ามีบางอย่างที่เธอไม่ควรท้าทายฉัน ในตัวฉันมีความดำมืดมากมายที่ไม่เคยบอกกับเธอ แต่เธอรู้สึกได้
การไม่พบกับฉัน มีแต่จะทำให้ฉันเข้าไปในบ้านของเธอ
เธอมักจะนัดกับฉันในที่สาธารณะ ในร้านอาหาร หรือในล็อบบี้โรงแรม และเธอมักพาป่านลูก
ชายคนเดียวมาด้วย เหมือนจะเตือนฉันว่าวันนี้เธอมีหน้าที่ มีครอบครัวที่อบอุ่นซึ่งฉันไม่ควรเข้าไปทำลาย
ฉันจะมีของเล่นติดมือไปมากมาย ไปฝากป่าน
ในวันนี้ฉันรู้ว่าเหลือเพียงทางเดียว คือใช้ความดีเอาชนะใจเจนจิรา ทุกวันนี้ฉันกลับคิดแต่ว่าเธอชอบอะไร ด้วยความสนใจที่ก่อนนี้ฉันไม่เคยมี ฉันจะเลือกหาซื้อของขวัญที่เธอชอบ ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆเกี่ยวกับเธอ ฉันเอาใจเธอมากกว่าสมัยรู้จักเธอครั้งแรก
ปีนี้เจนจิราอายุสามสิบสี่ปี เธอกลับสวยกว่าเดิม ในสมัยก่อน เธอมีความอ่อนแอบางอย่างที่ฉันไม่ชอบ ความเป็นเด็กโง่เขลา แต่วันนี้เธอแม้จะอ่อนโยนและอ่อนหวาน แต่ซ่อนความเข้มแข็งบางอย่างที่คาดไม่ถึง ประสบการณ์ชีวิตและวัยของเธอ ทำให้เธอเปลี่ยนไป
วันหนึ่งฉันเล่าเรื่องแพรวให้เธอฟังเป็นครั้งแรก ตอนนั้นเรานั่งคุยกันอยู่ในล็อบบี้โรงแรม ป่านไม่ได้มาด้วย เธอฟังด้วยความสนใจ เมื่อเล่าจนถึงตอนท้าย ฉันบอกว่า
เจน พี่เสียใจในสิ่งที่ทำไป ทุกวันนี้พี่อยากมีลูก ลูกมาเข้าฝันพี่เสมอ เธออยากกลับมาเกิดใหม่ และเธอไม่ต้องการแม่ใหม่ เจนกลับมาหาพี่เถิดนะ
วสันต์คะ เรื่องที่เล่าน่าสนใจมาก แต่เด็กคนนั้นไม่น่าใช่ลูกของเราหรอกค่ะ ลูกของเราคงไปเกิดใหม่นานมาแล้ว เพราะเธอไม่เคยมาเข้าฝันเจนเลย
วสันต์คะ คุณหมกมุ่นกับเรื่องนี้มากเกินไป เราต่างทำผิดร่วมกัน เพราะเรายังเยาว์วัยเกินไป ขอให้เราต่างเริ่มต้นชีวิตใหม่เถิดนะคะ คุณทั้งรูปหล่อ ร่ำรวย มีความสามารถ คุณสามารถสร้างครอบครัวที่อบอุ่นได้แน่ เจนเชื่อคะ
แต่ผมรักคุณนะ เจน ยิ่งนับวันผมก็รักคุณมากขึ้น และผมเชื่อว่าคุณก็รักผม ยกโทษให้ผมเถิดนะ อย่าแค้นผมต่อไปเลย
ฉันได้ยินเสียงหัวเราะเศร้าๆของเธอ
หลายปีให้หลังมานี้ ชีวิตของฉันวนเวียนกลับไปกลับมา แต่ทุกครั้งก็กลับมาที่เดิม มันคงเป็นบาปกรรมของฉัน แต่ทำไมมันรุนแรงแบบนี้ ฉันเฝ้าถามตัวเอง
แม้แต่แววตาเศร้า ก็เป็นเสน่ห์ที่ธรรมชาติเพิ่มให้เธอ จนฉันตกเป็นเบี้ยล่างทุกอย่าง
๔
ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อรถไฟมาถึงสถานีพิษณุโลก ครั้งนี้ฉันคงหลับไปเพียงสิบนาที มีความฝันที่เลือนรางและจำไม่ได้ คงเป็นเพราะฉันอ่อนเพลีย ฉันรู้สึกการเดินทางวันนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน
ฉันถือโอกาสซื้อน้ำเย็นอีกสองขวด มันเป็นวันที่ฉันเหงื่อออกเต็มตัว เวลาฉันเลือกทำอะไรผิด มันมักจะเป็นอย่างนี้ ฉันเลือกนั่งรถไฟ แทนที่จะนั่งเครื่องบิน เพราะอยากครุ่นคิดอะไรต่างจากที่เคย และเลือกนั่งชั้นสอง ซึ่งไม่มีแอร์ ในบ่ายวันที่อากาศร้อนอบอ้าว ทุกอย่างดูไม่ราบรื่นไปหมด
ฉันครึ่งหลับครึ่งตื่น รู้สึกโศกเศร้าและมีอาการกระหายน้ำตลอดเวลา
เพื่อนสนิทของฉันพากันแปลกใจ จากไอ้เสือที่ชอบออกไปเที่ยวราตรีกับพวกเขา ฉันไม่เคยออกไปกับพวกเขาอีกเลย เลิกเหล้าเลิกบุหรี่ เสร็จงานในตอนเย็นตรงกลับบ้าน ไม่แวะไปไหนอีก และเข้านอนแต่หัวค่ำ
นิสัยเข้านอนแต่หัวค่ำนี้ เพื่อนของฉันเชื่อว่า ฉันคงตื่นกลางดึกเพื่อออกไปท่องราตรีคนเดียว เหมือนสมัยวัยรุ่น แต่พวกเขาคิดผิด ถึงฉันตื่นขึ้นมากลางดึก ฉันก็เพียงนั่งเงียบๆคนเดียวในห้องฟังเพลงแล้วเปิดเพลงเบาๆ
บางครั้งฉันขี้เกียจแม้แต่จะฟังเพลง ฉันจะนั่งเงียบๆบนโซฟาในห้องนั้น แล้วครุ่นคิดเรื่องราวต่างๆ ในความมืด
เพื่อนสนิทของฉันไม่รู้ว่าวันนี้ฉันมีใจต่อเจนจิรามากเพียงไหน และพวกเขาไม่เคยรู้เรื่องของแพรวเลย ปกติฉันเป็นคนเงียบ และเก็บความลับเก่ง
ในสมัยวัยรุ่น ฉันชอบผู้หญิงกับการขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูงสุด
คิดถึงสมัยฉันเป็นเด็ก อายุเจ็ดแปดขวบ ฉันชอบทรมานสัตว์
ฉันชอบเอาไฟไปเผามดตามต้นไม้ในบ้าน เฝ้ามองพวกมันฝ่อตัว แล้วร่วงหล่นลงมาเหมือนใบไม้ร่วง ด้วยความขบขัน ฉันเอาไฟจี้ไปตามแถวของมันที่คดเคี้ยวอยู่ในสวน
บางครั้งฉันจับเอาจิ้งจกมาผูก ลากเล่น หรือห้อยด้วยเชือกที่ขอบหน้าต่าง บางครั้งเอามาแกว่งเล่นเป็นวงกลม
บางครั้งฉันจับแมลงผูกที่คอด้วยด้ายเส้นเล็กๆแล้วแกว่งให้บิน พวกมันจะบินไปได้ไม่ไกล เพราะติดด้ายที่ผูกไว้ สุดท้ายเมื่อหมดแรงก็หล่น หรือบางครั้งฉันจับแมลงพวกนี้ใส่ถุงพลาสติก ผูกปากถุงไว้ บ่อยครั้งที่ปล่อยให้พวกมันตายไป
ในวันนี้ฉันนึกไม่ออกแล้วว่า ฉันทำอย่างนั้นทำไม
ในวันนี้ แท้จริงฉันเปลี่ยนเป็นคนละคน ฉันยังเป็นคนเงียบและเก็บตัว บ่อยครั้งที่ฉันขับรถไปไกลในต่างจังหวัด ไปเที่ยวคนเดียว ซื้อของเล่นกับขนมเต็มรถ เอาไปแจกตามโรงเรียนเด็กยากจน หรือสถานที่รับเลี้ยงเด็กกำพร้า บางครั้งฉันไปหาซื้อนกซื้อปลา ไปปล่อยในป่า หรือตามแม่น้ำลำคลอง
เจ็ดปีผ่านไป วันนี้แพรวอายุสิบขวบ
๕
สองวันก่อนฉันฝันถึงแพรวกับดอกไม้บนดาดฟ้าเป็นครั้งแรก เมื่อคืนนี้ ตอนหัวค่ำ ฉันฝันถึงแพรวกับดอกไม้บนดาดฟ้าเป็นครั้งที่สอง
ตื่นขึ้นมากลางดึก ทนไม่ไหว ฉันโทรไปหาเจนจิรา
เจน พี่มีเรื่องจะขอร้อง
ฉันตัดสินใจจะขอร้องเธอ เธอขานรับอย่างงุนงง
อะไรคะ วสันต์
พี่ยอมรับการตัดสินใจของเจน และไม่บังคับใจ ว่าเจนจะอยู่ที่ไหนกับใคร แต่มีลูกกับพี่สักคนหนึ่งเถิดนะ จะเป็นลูกสาวหรือลูกชายก็ได้ พี่จะรักและเลี้ยงดูแกให้ดีที่สุด
วสันต์ สิ่งที่คุณขอไม่ใช่สิ่งของนะคะ มันเป็นชีวิต เจนจะให้คุณได้อย่างไร
ได้สิ ถ้าเจนต้องการ
หากเจนมีลูกกับคุณ เจนก็คงต้องรักลูก เจนไม่ยอมให้คุณหรอกคะ
เสียงของเธอเศร้า แต่ความรู้สึกของฉันตอนนั้นมันรุ่มร้อนเหมือนอกจะระเบิด
เจน หากเธอต้องการเก็บลูกของเราไว้ พี่ก็ยินยอม เพียงแต่ทุกปี ให้พี่ได้อยู่กับลูกบ้าง แค่นี้พี่ก็พอใจ ให้พี่ได้เลี้ยงบ้าง นิดหน่อยก็ยังดี
เธอนิ่งเงียบไป เหมือนกำลังตัดสินใจ ฉันเฝ้ารอคำตอบอย่างกระวนกระวาย คิดไม่ถึงเลยว่าฉันจะมาอยู่ในสภาพนี้
ไม่รู้กี่ครั้งในความมืด บนโซฟาห้องฟังเพลงของฉัน ฉันเคยบันดาลโทสะ อยากจัดการเรื่องนี้อย่างเฉียบขาด ด้วยความโหดร้ายเหมือนแต่ก่อนนี้ แต่แล้วฉันก็ใจอ่อนทุกที ฉันรู้ตัวว่ามันไม่ใช่วิธีที่จะทำให้ฉันพบกับแพรว เธอจะยิ่งไกลห่างออกไปจากตัวฉัน
ฉันได้ยินเสียงร้องไห้ของเจนจิรา
วสันต์ คุณเกือบทำให้ฉันใจอ่อน แต่ฉันไม่อาจตอบรับหรอกค่ะ
เธอวางหู ส่วนฉันนั่งตาแข็งอยู่ในความมืดตลอดคืน
เช้ามืด ฉันจับรถไฟขึ้นเชียงใหม่ ฉันหวังว่าฉันจะคิดอะไรใหม่ๆออกในระหว่างทาง ทำอย่างไรฉันจึงจะพบกับแพรว โดยไม่ต้องทำร้ายใครเลย
ทันใดนั้น ฉันรู้สึกตัวมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินเฉียดผ่านตัวฉันไป เธอใส่กระโปรงสีไข่ไก่ ที่เอวมีกระเป๋าใบเล็กๆ แต่ที่สำคัญเธอผูกโบสีเหลืองสด
ฉันขนลุกขึ้นมาทั้งตัว ใจหาย แพรวอยู่ในรถไฟขบวนนี้ เธอกำลังเดินผ่านตัวฉันไป ฉันรีบลุกขึ้นยืน วิ่งไปจับข้อมือของเธอ
เธอหันกลับมามอง และใบหน้าของเธอที่หันมาไม่ผิดจากที่ฉันคิด คือแพรว
แพรว แพรวลูกรัก
ฉันส่งเสียงร้องขึ้นมา นี่ไม่ใช่ความฝัน ในความฝันฉันไม่เคยจับต้องตัวเธอได้เลย
ดวงตากลมโตของเธอมีแววแปลกใจและหวาดกลัว เหมือนไม่รู้จักฉัน ตอนนั้นฉันไม่ได้สังเกตผู้ชายร่างใหญ่ผิวคล้ำคนหนึ่งที่เดินอยู่ข้างหลังของเธอ ยามนี้เขากระชากมือของฉันออกมา
นี่คุณ เสียสติหรือเปล่า เด็กคนนี้เป็นลูกสาวของฉัน
ผู้ชายคนนั้นคำรามใส่ฉัน
อ้า ขอโทษครับ ผมจำคนผิด
ร่างของฉันมีอาการสั่นเทิ้ม รู้สึกเจ็บปวดไปหมดทั้งตัว ฉันเซถลากลับมานั่งที่เดิม
รถไฟยังคงวิ่งไปตามปกติ ในรถตู้นั้น มีผู้โดยสารบางคนจ้องมองฉันด้วยความแปลกใจ ส่วนเด็กผู้หญิงคนนั้นกับผู้ชายร่างใหญ่เดินผ่านตู้โดยสารของฉันขึ้นไปทางด้านเหนือ
ฉันรู้สึกร่างของฉันเย็นวาบไปหมด สมองของฉันก็เย็น ฉันอาจจะมีอาการเป็นไข้ ฉันรู้สึกหนาว เหงื่อแตก มีเสียงหึ่งๆที่ข้างหู ฉันรู้สึกปวดท้อง เหมือนลำไส้ถูกบิด
ทันใดนั้นฉันนึกออกแล้วว่าฉันเคยเห็นผู้ชายร่างใหญ่คนนี้ที่ไหน แท้จริงเขาก็อยู่ในความฝันดอกไม้บนดาดฟ้าของฉัน เขายืนอยู่ข้างหน้าฉันเอง เพียงแต่ตอนนั้นฉันไม่ได้สังเกต
รถไฟมาถึงทางโค้ง ฉันชะโงกหน้าออกไปนอกบานหน้าต่าง มองไกลออกไปข้างหน้า ฉันไม่แปลกใจเลยที่เห็นรถไฟขบวนเที่ยวล่องกำลังวิ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ฉันเหลียวมองรอบข้าง ด้วยความโศกเศร้า ไม่มีใครรู้ตัวเลยว่ากำลังจะเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า
ในความสังเวช ฉันรู้สึกสงบอย่างประหลาด
สัมภาระหนักอึ้งบนบ่าของฉันกำลังจะถูกวางลง ฉันรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
ฉันรู้ว่าเจนจิราอยู่ในรถไฟขบวนล่องนั้น
กลับไปขึ้นข้างบน
ความเงียบแห่งจักรวาล
๑ ชาญชัย ๒๕๐๑
โบราณบอกว่าวัยเบญจเพสเป็นวัยอันตรายคงจะจริง เมื่อฉันกับอภิชิตอายุยี่สิบห้าปี ความรู้สึกข้างในมันรุ่มร้อนกระวนกระวายไม่เหมือนปกติ ก่อนนี้ฉันเป็นคนใจเย็น พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ และมีความสุขแบบเด็กๆ แต่ปีนี้ฉันกลับอยากลองของ อยากทำสิ่งที่ไม่เคยทำ
เหมือนชีวิตมาถึงทางหลายแพร่ง ทำให้ฉันต้องตัดสินใจ และคล้ายหนึ่งทางที่ฉันเลือก คือทางที่เลวที่สุด สาเหตุเพียงเพราะความอันตรายกลับเป็นความเย้ายวน ความดิบกลับเป็นเสน่ห์ นี้เป็นอันตรายของการเป็นวัยรุ่น แม้ฉันกับอภิชิตจะมีนิสัยใจคอแตกต่างกันมาก แต่ความกระวนกระวายนั้นกลับคล้ายคลึงกัน
เราต่างล้วนกำลังแสวงหาตำแหน่งของเราในโลก
แต่ทำไมต้องเป็นวัยเบญจเพส ทำไมไม่ใช่วัยก่อนหน้านั้น หรือหลังจากนั้น ฉันไม่ค่อยแน่ใจ มันอาจเป็นเพียงความบังเอิญของเราสองคนเท่านั้น เหมือนหนึ่งความรู้ของเรามาถึงจุดเต็มที่แล้ว เราได้มาไกลสุดเท่าที่ความคิดคำนึงจะมาถึงได้
ฉันจบมัธยมปลาย และไม่ยอมเรียนต่อ ส่วนอภิชิตเข้ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่ก็ไม่ยอมจบ เราต่างใช้ชีวิตด้วยการดูหนังดูละคร อ่านหนังสือ ฟังเพลง ไปนั่งเล่นนอนเล่นที่บ้านเพื่อน บางคืนเราเดินเที่ยวกันจนสว่าง
ในสายตาของคนอื่น เราเป็นคนไม่เอาถ่าน แต่ในความรู้สึกของเรา เรามีความภาคภูมิใจและความทระนงในตัวเองเสมอ กับการเดินทางแสวงหาสิ่งที่เป็นของตัวเอง แต่เรากำลังรู้สึกเบื่อ ไม่เห็นอนาคตของตัวเอง เพราะเราทำอย่างนี้มานานหลายปี และเริ่มสับสน
เราเป็นคู่หูกันมานานตั้งแต่เราเรียนอยู่ด้วยกันชั้นมัธยมต้น เจอกันเกือบทุกวัน
เรามีเรื่องคุยกันอยู่ทุกวัน และเดินเล่นไปด้วยกันเรื่อยๆ ตามถนนสายต่างๆและตามตรอกซอย คุยถึงความคิดฝันของเรา สิ่งที่ผ่านเข้ามาในความคิด แม้ในหนังเรื่องเดียวกัน เราก็มองเห็นไม่เหมือนกัน เวลาคุยกัน เหมือนมันเป็นหนังสองเรื่อง บางครั้งเราไปเล่นไพ่ที่บ้านเพื่อน บางครั้งไปเที่ยวผู้หญิง สูบกัญชา แต่สิ่งที่อยู่ในความทรงจำของเราที่สุด คือการเดินเล่นไปเรื่อยจนสว่าง คงเป็นเพราะเรายังหนุ่ม เราสามารถเดินได้ทั้งคืน
เรารู้สึกโลกนี้มีเพียงเราสองคนก็เต็มแน่นแล้ว แบ่งออกเป็นสองอาณาจักร ครึ่งหนึ่งเป็นของเขา อีกครึ่งหนึ่งเป็นของฉัน เขานับถือฉันหมดหัวใจ ส่วนฉันก็เห็นความไร้ที่สิ้นสุดของเขา เรามักค้นพบสิ่งคาดไม่ถึงภายในกันและกัน ในแต่ละวันที่ผ่านไป เราต่างเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์ซึ่งกันและกัน แม้ในสิ่งเล็กน้อยที่สุด แล้วหัวเราะด้วยความขบขัน ในความพิสดารของตัวเราเอง แต่นั่นคล้ายจะมาถึงจุดสิ้นสุดในปีนี้ เราเริ่มหมดเรื่องคุย เราเริ่มรู้ไต๋กันมากเกินไป
ที่จริงเราเริ่มเบื่อหน่ายชีวิตของตัวเราเอง หากเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเราเอง เราคงต้องฆ่าตัวตาย
วันนั้น ตั้งแต่เช้าเราเดินเล่นมาตามถนนราชดำเนิน วกวนไปมา ผ่านสวนอัมพร เลียบสวนสัตว์ดุสิต เดินรอบพระราชวัง นั่งเล่นในวัดเบญจมบพิตร ฯลฯ มันเป็นเวลาบ่ายที่เราได้ยินเสียงอื้ออึงแว่วมา เรารู้ว่ามันเป็นเสียงจากสนามม้านางเลิ้ง ที่จริงเราเคยเดินผ่านสนามม้าหลายครั้ง เห็นผู้คนมากมายมุ่งหน้ามาเล่นม้า แต่เราไม่เคยสนใจ แต่บ่ายวันนั้นฉันเปลี่ยนใจ
ชิต เราไปเล่นม้ากันดีกว่า
ฉันเกิดความคิด
อย่าเลย ไปยุ่งกับมันทำไม
เขาไม่เห็นด้วย ยามนั้นเราสองคนนั่งพิงผนังกำแพงวัด
ไม่เห็นเป็นไรเลย เราสองคนยังไม่เคยเล่นม้ามาก่อนเลยนะ น่าสนุกออก เป็นประสบการณ์อย่างหนึ่ง เราเคยลองอะไรมามาก ทำไมไม่ลองสิ่งที่อยู่ต่อหน้าละ
ยังมีสิ่งอื่นอีกมากที่เราไม่เคยลอง ทำไมต้องลองสิ่งนี้ด้วยละ
เขายังคงคัดค้าน ฉันหันไปมองหน้าเขาด้วยความแปลกใจ
แปลกจริง ทำไมนายคัดค้าน เราเคยทำอะไรมามากหลายเรื่อง แล้วการเล่นม้าจะผิดกว่าเรื่องอื่นที่ตรงไหน เราเคยเล่นไพ่ เล่นไฮโล เที่ยวผู้หญิง ฯลฯ ฉันแปลกใจว่าทำไมนายอิดเอื้อน
ฉันขมวดคิ้วด้วยความขัดใจ มันเป็นบ่ายอีกวันหนึ่งที่น่าเบื่อหน่าย แถวนี้เราเคยเดินเล่นหลายรอบแล้ว ลำพังในวัดนี้ เราก็เคยเข้ามานอนเล่นหลายครั้ง เขานิ่งอึ้งไป เหมือนกำลังถามตัวเอง แล้วพบว่าตัวเองไม่มีคำตอบ
บ่ายวันนั้นเป็นครั้งแรกที่เราเข้าไปในสนามม้า
เย็นวันนั้น เมื่อม้าเลิกเราเดินเล่นกลับบ้านมาตามถนนสายเพชรบุรี เรารู้สึกมันเป็นวันหนึ่งที่สนุกดี เพราะได้เห็นได้ทำสิ่งแปลกใหม่ แต่เราก็ไม่เข้าใจว่าเกมนี้มีความพิเศษอะไร ทำให้คนเป็นหมื่นเป็นแสนหลงใหล เราพูดคุยและวิเคราะห์ถึงประสบการณ์ของเรา ตอนนั้นเราต่างเชื่อว่า เราคงไม่กลับไปอีก
แต่เราคิดผิด นับจากนั้น เรากลายเป็นขาประจำ
ตอนแรกเราเล่นด้วยกัน แต่ไม่นานจากวันนั้น พวกเราต่างคนต่างเล่น ต่างคนต่างไป บางครั้งพวกเราเพียงเดินสวนกันในสนาม อาจทักทายพูดคุยกันเพียงไม่กี่คำ บางครั้งฉันเห็นเขา ฉันก็แกล้งทำเป็นไม่เห็น เขาก็คงทำเช่นเดียวกับฉัน
ตอนนั้นฉันไม่วิตกอะไร เรารู้สึกอิ่มซึ่งกันและกัน การห่างกันบ้างก็คงดี
ในช่วงนั้นเราต่างมีเรื่องคุยกันน้อยลง คล้ายเราต่างกำลังอยู่ในสนามรบของตัวเอง และมีธุระมากจนลืมเลือนการมีอยู่ของกันและกัน
ฉันชอบเล่นม้ารองควบ เขาชอบเล่นม้าชนะ
การเล่นม้ารองควบคือการเล่นม้าที่เข้าที่หนึ่งกับที่สอง ฉันชอบเพราะฉันสนใจสัมพัทธภาพ ฉันรู้สึกถึงความลี้ลับ อ่อนหวาน โรแมนติก แต่อภิชิตสนใจในความเด็ดขาด ชัดเจนเพียงหนึ่งเดียว เขาบอกว่าเขาคิดแบบม้ารองควบไม่เป็น ส่วนฉันลุ่มหลงในอรรถรสนั้น
ฉันชอบเล่นม้าเต็งหนึ่งตัวกับม้ามืดหนึ่งตัว หนึ่งมืดหนึ่งสว่าง มาเป็นคู่กัน ความงามของม้ารองควบอยู่ที่มันควรเป็นอย่างนั้น แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือการมาของสองม้ามืด
ฉันสนใจในสิ่งที่เรียกว่า
สองความเป็นไปไม่ได้
รวมกันเป็นหนึ่งความเป็นไปได้
ฉันสนใจสิ่งนี้เหลือเกิน ฉันเดินหามัน โดยอาศัยร่องรอยของม้าสองตัว มันเป็นความซุกซนแบบเด็ก ความคิดฝันที่ไร้เดียงสา แต่อย่างช้าๆมันขยายตัว เป็นความฝันที่กว้างใหญ่เกินกว่าสนามม้าจะครอบคลุมถึง
๒ อภิชิต ๒๕๐๑
ชาญชัยเคยบอกฉันว่า คนเราไม่ควรมีอายุเกินสามสิบ เขาคิดว่าชีวิตหลังเวลานั้นไม่มีความหมาย น่าเบื่อหน่าย ถ้าเช่นนั้นวันนี้เราก็มีชีวิตเหลืออยู่เพียงห้าปี
ฉันไม่เชื่อเช่นนั้นหรอก มันเป็นความเหลวไหลในวัยเด็กของชาญชัย ฉันว่ากาลเวลาไม่ควรมีกำหนดเวลา เราอยู่เท่าที่เราอยู่ และนั่นอาจหมายถึงตลอดไป
คนส่วนใหญ่ กลับละทิ้งคุณสมบัติข้อนี้ พวกเขามีกำหนดเวลาแน่นอน ในการเรียนหนังสือ ในการทำงาน
ฉันกับชาญชัยสนิทกันตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยมปีที่หนึ่ง เขาเป็นช้างเท้าหน้า ส่วนฉันเป็นช้างเท้าหลัง ฉันตามเขาเข้ามาในสนามม้า เพราะฉันนึกหาเหตุผลที่จะคัดค้านไม่ได้ เพราะมันไม่มีเหตุผลที่จะไม่เข้ามา ฉันจึงเดินเข้ามา
ฉันเล่นการพนันเก่งกว่าชาญชัยมาก ในทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นไพ่ เล่นไฮโล กำถั่ว ฯลฯ คงเป็นเพราะฉันมีประสบการณ์มากกว่า ที่จริงฉันเพียงตั้งใจเล่นมากกว่า มีสมาธิสูงกว่า ชาญชัยเล่นไม่เก่ง แต่เขาเป็นผู้เล่นที่มีน้ำใจนักกีฬา เขาไม่เคยอารมณ์เสียเวลาแพ้เลย
เราสองคนเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันมาก และหากเราเป็นหนึ่งชายหนึ่งหญิง เราคงต้องแต่งงานกันอย่างแน่นอน แต่บังเอิญเราสองคนต่างล้วนเป็นชาย และไม่มีใครเป็นเกย์ เราจึงได้แต่กินนอนด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน บ่อยครั้งที่เราคุยกันจนถึงสว่าง
เส้นทางของเราเริ่มแยกกันออกไปทีละน้อย แต่ดูเหมือนเราทั้งสองตกอยู่ในอาการเดียวกัน คือไม่รู้จะไปไหน ชาญชัยเป็นลูกผู้ชาย แต่ทำไมเขาชอบเล่นม้ารองควบ นั่นเป็นสิ่งแรกที่ฉันสงสัย เพราะฉันรู้สึกมันเป็นเกมของผู้หญิง มันเป็นภาพลวงตา
หากจะเล่น ก็ควรมีเพียงเกมเดียว นั่นคือการเล่นม้าชนะ มันไม่เกี่ยวกับราคาจ่าย แต่สำคัญที่ความนิ่งในใจ
แต่เรามักมีความคิดเห็นไม่ตรงกันเสมอ นั่นเป็นเสน่ห์แห่งมิตรภาพ เขาทำให้ฉันเห็นและเข้าใจสิ่งต่างๆอีกมาก แต่อยู่ในสนามม้า เหมือนอยู่ในมหาสมุทร มีคลื่นลมแรง ไม่นานเราก็เหมือนจะต่างคนต่างไปคนละทาง
เมื่อฉันเดินเข้าไปในสนามม้า ถามตัวเองว่าการเล่นม้าแตกต่างกับการเล่นไพ่ หรือเล่นไฮโลที่ตรงไหน ความแตกต่างคงอยู่ที่จำนวนคน ตอนเล่นไพ่ ฉันเล่นกับเพื่อนสามสี่คน แต่ในสนามม้านี้มีคนเป็นหมื่น ฉันตกตะลึงกับความคิดฝันของพวกเขา
ฉันได้ยินเสียงแห่งความฝันของพวกเขา ฉันเห็นภาพแห่งความฝันของพวกเขา เวลาเดินอยู่ในนั้น รู้สึกตื่นเต้น ตื่นตัวตลอด
เสียงกรีดร้อง เสียงตะโกน กิริยาวิ่งกันอุตลุด และการเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของราคาตั๋วจนวินาทีสุดท้าย การเปลี่ยนมุมมองในสนาม เดินจากปีกหนึ่งไปยังอีกปีกหนึ่ง จากซ้ายไปขวา จากขวาไปซ้าย ฉันกลายเป็นทหารยาม จากชั้นหนึ่งไปยังอีกชั้นหนึ่ง เดินขึ้นเดินลง เหมือนสนามม้านี้เป็นประภาคารท่ามกลางความเวิ้งว้างในอวกาศ บางครั้งฉันเดินไปในชั้นที่มืด บางครั้งเดินไปในชั้นที่สว่าง บางครั้งเดินอยู่ในบริเวณชั้นล่างสุด หรือบางครั้งฉันเดินไปยังชั้นบนสุด ฉันไม่มีที่ประจำ
เสียงกรีดร้อง เสียงเชียร์อย่างเซ็งแซ่ภายในสนามม้า ที่จริงก็เหมือนในสนามมวยที่ฉันกับชาญชัยเคยเข้าไปดู แต่มันแตกต่างกัน อาจเป็นเพราะฉันทนเห็นคนสู้กันไม่ได้ ฉันรู้สึกถึงความเจ็บปวดของนักมวย มันเป็นคลื่นรบกวนฉัน
ในสนามม้าก็มีความเจ็บปวด ฉันเคยเห็นม้าล้มตายลงต่อหน้า ทำให้ฉันซึมเศร้าไปพักใหญ่ แต่แม้กระนั้น ความกว้างใหญ่ภายในนั้น ความหลากหลาย ทำให้ฉันค่อยๆลืมความรู้สึกโหดร้ายเหล่านั้นไป
ตั้งแต่เด็กมีหลายคำถามที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกมันทำให้ฉันนิ่งอึ้งและตอบไม่ได้ จวบจนวันที่ฉันเข้ามาในสนามม้า วันหนึ่งฉันเดินไปพบแผ่นสี่เหลี่ยมกว้างใหญ่ลึกลับ ขวางอยู่ตรงหน้า
๓ ชาญชัย ๒๕๔๖
วันนี้เป็นวันแรกที่ฉันกลับเข้ามาสนามม้า หลังจากที่ฉันห่างเหินมันไปสี่สิบห้าปี วันนั้นฉันเป็นหนุ่มวัยเบญจเพส แต่วันนี้ฉันเป็นชายชราอายุเจ็ดสิบปี
ฉันใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศอังกฤษ
ฉันตั้งใจเพียงมาเดินเล่นแถวปทุมวัน บังเอิญมาวันที่มีการแข่งม้า ฉันเดินเลียบรั้วด้านหน้า มองดูภาพที่ครั้งหนึ่งฉันเคยเห็นจนเจนตา สมัยนั้นฉันเล่นม้าอย่างลุ่มหลงเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม แม้ระยะเวลาจะไม่มากนัก แต่มันเป็นช่วงเวลาที่ฉันมีพลังมาก เป็นวัยหนุ่มแน่น ความไร้เดียงสาของฉันพวยพุ่งมีกำลังสูงสุด เหมือนดวงตะวันในยามเที่ยง
ฉันไม่เคยลืมเลย และพิศวงอยู่เสมอ ยามหวนคิดกลับไป
หลายสิบปีแล้วที่ฉันไม่ได้ข่าวคราวของอภิชิต ตั้งแต่ฉันไปอังกฤษคราวนั้น
ในสองสามปีแรกเรามีการติดต่อทางจดหมาย แต่หลังจากคุณพ่อของเขาเสีย เขาย้ายที่อยู่ ส่วนฉันก็ย้ายที่อยู่ในอังกฤษเช่นกัน ประกอบกับการไม่เอาใจใส่ ในที่สุดเราขาดการติดต่อ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า เดินมาถึงหน้าสนามม้า ฉันอดคิดถึงเขาไม่ได้
ฉันไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลย ฉันเห็นอภิชิตยืนอยู่หน้าประตู กำลังพลิกหนังสือทำนายม้าเล่มหนึ่ง เขาแก่ไปมาก ผมหงอกขาวเกือบทั้งหัว ผอมกว่าเก่า ยังคงใส่แว่นเหมือนเดิม แต่ฉันจำเขาได้ทันที เพราะท่ายืนหลังค่อมๆ กิริยากรีดนิ้วบนแผ่นกระดาษ และรอยยิ้มน้อยๆที่ริมฝีปาก
ชิด นั่นนายหรือ
ฉันอุทาน พร้อมกับเดินเข้าไปหา เขาเหลือบขึ้นมองฉันด้วยแววตาแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็เพียงวูบสั้นๆ เขาจำฉันได้
ฉันตั้งใจชวนเขาไปกินข้าวกลางวันกันที่ไหนสักแห่ง แต่เขากลับชวนฉันเข้าไปกินอาหารกลางวันในสนาม ฉันตอบตกลงเพราะอยากเข้ามารำลึกถึงความหลัง เรานั่งคุยกันหนึ่งชั่วโมง จากนั้นต่างคนต่างเดินไปเล่นม้าเหมือนสมัยก่อน
ท่าทางเขาไม่แปลกใจกับอะไร ไม่ได้ดีใจหรือเสียใจที่พบกับฉัน จะบอกว่าเรายังคงเป็นเพื่อนรักกันก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นคนแปลกหน้าก็ไม่เชิง
วันนี้ฉันพ้นวัยที่จะเล่นม้าแล้ว ฉันเพียงเดินดูไปรอบๆ แม้จะให้ฉันแทงเพียงบาทเดียว ฉันก็ไม่รู้จะแทงอะไร มันไม่สนุกเสียแล้ว
ใครจะคาดคิดถึงว่า ตลอดเวลาสี่สิบห้าปีที่ผ่านมานี้ เขายังคงเล่นม้าโดยตลอด เขาพูดเล่นว่า พระเจ้าสร้างโลกในหกวัน และพักหนึ่งวัน ส่วนเขาพักหกวัน และทำงานหนึ่งวัน หนึ่งวันนั้นคือวันเล่นม้า แม้เขาจะพูดเล่น แต่ฉันรู้สึกอึ้ง หกวันที่เขาอยู่เฉยๆ รอคอยการเล่นม้า เป็นสิ่งที่ก้องกังวานในความรู้สึกของฉัน
เวลาเห็นเขาวูบแรก ฉันอยากกอดเขาไว้แล้วร้องไห้
เพราะฉันเป็นคนชวนเขาเล่นม้า ตัวฉันเองเล่นอยู่เพียงปีเดียว แต่เขากลับเล่นอย่างต่อเนื่องสี่สิบห้าปี และคงจะเล่นจนวันตาย ฉันรู้สึกเสียใจ เหมือนมันเป็นความผิดของฉัน
วันนี้เขาแก่ชราลงไปมาก สุขภาพไม่ดี เป็นโสด ไม่มีความสำเร็จอะไรเลยในโลก ญาติพี่น้องก็ทอดทิ้งเขาไปหมด แต่จากการพูดคุย คำพูดของเขายังแหลมคม ความคิดยังชัดเจน เขายังนิ่งและลึกเหมือนแต่ก่อนนี้ ฉันวัดเขาไม่ถูก เพราะเขาทั้งตื้นและลึกในขณะเดียวกัน เขาเป็นทั้งใช่และไม่ใช่
ในชีวิตของฉันไม่เคยประมาทอะไรเลย ฉันไม่มีวันประมาทเขา ฉันไม่รู้ว่ากำลังจะมีอะไรเกิดขึ้น แต่ฉันก็นิ่งเงียบและรอคอย ฉันเหมือนทหารเก่าที่เดินทัพอย่างระมัดระวัง แม้จะมองไม่เห็นร่องรอยของอันตราย
ฉันเสียใจเพราะนี้คือความเป็นปุถุชนของฉัน เหมือนที่ฉันมีความรัก ความเกลียด ความลังเล ความกลัว แน่ละ ฉันไม่กลัวที่จะรัก ไม่กลัวที่จะกลัว นี้คือความงามสูงสุดของฉัน ฉันมีชีวิตอยู่ในโลกด้วยความรู้สึก รู้ร้อน รู้หนาว
แต่ที่จริง เขาต่างหากเป็นผู้เลือกทางชีวิตของตัวเอง มันนานมากจนป่วยการเปล่าที่จะมาวิเคราะห์ถูกผิด หรือบอกให้เขาเลือกทางชีวิตอื่น เขาจะไม่ฟังใครแน่ ไม่มีเสียงใดสามารถเล็ดลอดเข้าไปถึงตัวเขา เขาดื้อมากในวัยเด็ก วันนี้เขาดื้อกว่าวัยเด็กหลายเท่า และหากให้เขาไป เขาก็ไม่รู้จะไปไหน
แต่เดิมทีเขาไม่ใช่คนรวย วันนี้เขายังเหมือนเดิม ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร เขามีเพียงสมบัติเล็กน้อยจากพ่อ แต่วันนี้เขายังมีชีวิตอยู่เหมือนเดิม แสดงว่าเขาคงไม่เสีย อาจเล่นได้บ้าง เพียงพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ เขาหยั่งรากลึกลงไปในสนามม้า และไม่ไปไหนอีก ฉันรู้ว่ารากของเขาชอนไชเข้าไปลึกมาก แต่ฉันมองไม่เห็น
แต่ความจริงฉันก็ไม่ได้เลิก เพียงฉันขยายสนาม มันแผ่กว้างจนสุดลูกหูลูกตา ไม่มีใครจะมองเห็นขอบสนามได้ ฉันคือผู้เล่นตัวจริง ฉันไม่เคยลืมความข้อนี้เลย
จำได้เมื่อฉันเล่นได้ครบปี ฉันตัดสินใจขยายสนาม การเล่นม้ารองควบของฉัน ไปสู่โลกกว้าง ฉันพลิกตัวเองจากดำเป็นขาว ฉันไปเรียนฟิสิกส์ในประเทศอังกฤษ ฉันพบว่าจักรวาลนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดคือกาลเวลาและอวกาศ แท้จริงเป็นหนึ่งเดียว
นี้คือม้ารองควบคู่แรก
1กาลเวลา
2อวกาศ
มันเป็นคู่ที่ลึกซึ้ง ไร้ขอบเขต และเป็นคู่วิ่งทะยานไปในสนามที่กว้างใหญ่ ไกลเกินกว่าที่คนธรรมดาจะคาดคิดถึง
ฉันเลือกเรียนฟิสิกส์เพราะ ฉันจับม้ารองควบคู่ที่สอง
1ศิลปะ
2วิทยาศาสตร์
ฉันเห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวของมัน มันเป็นการรวมในแนวลึกที่น่าตื่นตะหนก เฉพาะคู่นี้ก็สวยจนหายใจไม่ออก
ฉันเลือกม้ารองควบคู่ที่สาม
1ชีวิตส่วนตัว
2ชีวิตส่วนรวม
ฉันมองเห็นมันควบคู่กันเป็นหนึ่งกาลอวกาศ มันเป็นความยอกย้อนสูงสุดสิ่งหนึ่งในชีวิตฉัน การรวมคู่ให้เป็นหนึ่ง
ฉันแต่งงานกับอาลิสัน มันเกิดขึ้นในวันที่ฉันอายุสามสิบสามปี เราพักอยู่ในแฟ็มมิลี่เดียวกัน สมัยที่ฉันกลับไปเรียนมัธยมปลายก่อนเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ เธอเป็นนักไวโอลินเรียบร้อย ขี้อาย เป็นน้องนางบ้านนาจากเทือกเขาแห่งหนึ่งริมฝั่งทะเลตอนใต้ของแคว้นดอร์เส็ท
เราใช้ชีวิตเกือบทั้งหมดอยู่ในประเทศอังกฤษ อาชีพของฉันวันนี้เป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์อยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง อาลิสันเป็นคนขี้ร้อน เธอน้อยครั้งจะมาเมืองไทย ฉันเองก็เช่นกัน ฉันมีความรู้สึกที่แปลกประหลาดต่อกาลเวลา ยิ่งฉันคิดถึงบ้านน้อยเท่าไร มันยิ่งอยู่ใกล้เท่านั้น
เรามีลูกชายหนึ่งคนและลูกสาวหนึ่งคน โรเบิร์ตกับเฮเลน โรเบิร์ตมีชื่อไทยว่าปรเมศวร์ ส่วนเฮเลนมีชื่อไทยว่าปัทมา โรเบิร์ตแต่งงานกับสาวชาวฝรั่งเศส ส่วนเฮเลนมีแฟนเป็นชาวอิตาเลียน สายพันธุ์ของเรานั้นแผ่ออกไปเรื่อยเหมือนลำน้ำหลายสาย
โรเบิร์ตมีลูกสาวสามคน ส่วนเฮเลนมีลูกชายเพียงคนเดียว
ฉันเดินไปในสนามม้า เดินสำรวจดูทีละชั้น ทีละมุม แล้วฉันก็เข้าไปในอดีต
ฉันกำลังเดินอยู่ในปี ๒๕๐๑ เดินเคียงคู่ขนานกับตัวเองในปีนั้น วันที่เขาแทงม้ารองควบทีละคู่ๆ ฉันเดินไปกับเขา แต่ไม่อาจแทรกแซง หรือแม้หากฉันทำได้ฉันก็จะไม่ทำ เพราะทุกสิ่งนั้นล้วนเน่าเปื่อยผุพังไปหมดแล้ว
ฉันเพียงเดินเคียงคู่ขนานไปกับมัน
๔ อภิชิต ๒๕๔๖
สิ่งที่อยู่ข้างหน้าฉัน เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมสีดำ ปิดแน่นตลอดทุกกาลอวกาศ ฉันตกตะลึง
นี้เองที่เรียกว่าบัญญัติสิบประการ
ตัวฉันกับเหตุการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน
ผู้ดูกับเหตุการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน
ผู้กระทำกับเหตุการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน
ผู้ฟังกับเหตุการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน
ผู้ให้กับสิ่งที่ให้ไม่เกี่ยวข้องกัน
ผู้รับกับสิ่งที่รับไม่เกี่ยวข้องกัน
สิ่งที่พูดคือประกาศิต
สิ่งที่คิดคือประกาศิต
วันนี้คือวันสุดท้ายของมนุษย์
มนุษย์คือวันสุดท้ายของทุกจักรวาล
มนุษย์เราไม่มีทางรอด หากเราไม่สามารถแก้ปริศนาแห่งแผ่นสี่เหลี่ยมลึกลับสีดำกว้างใหญ่ที่ขวางหน้า ไม่เช่นนั้นเราจะถูกไล่ล่า เป็นเหยื่ออย่างน่าสงสาร ท้ายที่สุดเราจะสนุกกับการถูกไล่ล่านั้น สนุกกับการเป็นเหยื่อ
วันนี้ฉันพบชาญชัยที่ไม่ได้เจอกันนานสี่สิบกว่าปี ฉันเคยทึ่งในตัวชาญชัย แต่สิ่งนี้ลึกซึ้งยิ่งกว่าตัวเขานับล้านเท่า ทุกวันนี้ฉันจึงไม่อยากคุยกับเขา เพราะไม่มีอะไรคุย
สมัยก่อนยามเดินสวนกับเขาในสนามม้า ฉันเคยคิดว่าในที่สุด ในสนามแห่งนี้จะมีม้าอาชาไนยหลงเหลืออยู่เพียงสองตัว คือ
1ชาญชัย
2อภิชิต
ม้าสองตัวนี้ คนอื่นเลือกแทงได้ตามใจชอบ ตัวม้าทั้งสองนี้ วิ่งไปจนวันตาย อย่างหยุดไม่ได้ ท่ามกลางความเงียบ
เขาเล่นม้าแบบผู้หญิง แต่ฉันเล่นม้าแบบผู้ชาย แต่เล่นไปเล่นมา เขาเป็นผู้ชาย ฉันกลับกลายเป็นผู้หญิง
ฉันสังเกตเขาใช้ชีวิตแบบผู้ชาย ส่วนฉันใช้ชีวิตแบบผู้หญิง มันเริ่มจากสิ่งที่โบราณเรียกว่าผู้หญิงชอบอยู่ใกล้บ้าน ผู้ชายชอบอยู่ไกลบ้าน เขาเดินทางไปไกลมาก ส่วนฉันนั้น ไม่อยากห่างบ้านเลย ฉันไม่อยากไปไหน รัศมีเพียงนิดเดียวเท่านี้ก็พอ ฉันได้ยินมาว่าผู้หญิงชอบพื้นที่แคบ ผู้ชายชอบพื้นที่กว้าง พื้นที่ของชาญชัยกว้างใหญ่อย่างน่าทึ่ง แต่พื้นที่ของฉันอยู่เพียงแค่ในสนามแห่งนี้
เขาเป็นคนที่แปลกมาก เขาประสบความสำเร็จ ทำอะไรต่อมิอะไรมากมาย มีลูกมีหลาน แต่ท้ายที่สุด เขาก็ยังมีความเงียบที่ไร้เทียมทาน
เขาแข็งแรงกว่าผีดิบ
ปีนี้เขาอายุเจ็ดสิบปี แต่ร่างกายยังแข็งแรง ดูเหมือนคนอายุห้าสิบปีเท่านั้น เขาเล่นกีฬา จะว่าไปวันนี้เขาแข็งแรงกว่าวัยหนุ่ม น่าประหลาดที่เขาเข้ากับคนอื่นในโลกได้ ชาวโลกไม่รู้จักเขาเหมือนที่ฉันรู้จัก หากคนอื่นรู้จักเขาแม้สักครึ่งที่ฉันรู้ พวกนั้นไม่น่าจะคบกับเขาได้ ในตัวของเขามีความว่างเปล่าที่น่ากลัว มันเป็นความว่างเปล่าเฉพาะ ที่มีเพียงไม่กี่คนจะทนรับได้
ตรงกันข้ามกับฉัน ข้างในฉันนิ่งเงียบ แบนราบเกือบเหมือนแผ่นกระจก ตัวฉันเองกำลังกลายสภาพทีละน้อย กลายเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมสีดำลึกลับนั้น
สังขารของฉันวันนี้ไม่มีอะไรน่าพูดถึง มันเริ่มกลายเป็นเรือผุ เพราะความเกียจคร้านของฉัน
วันนี้ฉันแก่ตัวลงมาก ร่างกายอ่อนแอ ฉันเป็นโรคตาแฉะ น้ำตาจะไหลออกมาเป็นที่น่ารำคาญ สายตานอกจากจะสั้น ยังยาวอีกต่างหาก ฉันเดินได้ไม่ไกล และยืนได้ไม่นาน ฉันอ่านหนังสือไม่ได้มาก เพราะปวดตา แม้แต่โปรแกรมม้า ฉันเริ่มอ่านด้วยความยากลำบาก
ฉันแม้เปลือกนอกจะเล่นม้าชนะ แต่ที่จริงก็ไม่ใช่ม้าชนะ มันคล้ายจะใช่แต่ไม่ใช่ ม้าชนะไม่มีความหมายสำหรับฉัน เหมือนชีวิตครอบครัว ชื่อเสียง เงินทองและทุกสิ่งที่ชาวโลกเรียกหา ล้วนไม่มีความหมายสำหรับฉัน
ยืนต่อหน้าสี่เหลี่ยมลึกลับสีดำผืนเดียวนี้ ชีวิตคือจบ
ในช่องขายตัวห้าสิบช่อง ฉันจึงเดินหาช่องที่ห้าสิบเอ็ด ฉันต้องหาให้เจอ ภายในเวลาสามสิบนาที และต้องแทงหนึ่งครั้ง มันเป็นการเดินหาที่ประหลาดล้ำ เพราะมันไม่สามารถแยกตัวออกมาโดดๆได้ มันต้องอาศัย เคลือบแฝงอยู่ในช่องใดช่องหนึ่ง ภายในห้าสิบช่องนั้นเอง
ในม้าแข่งหนึ่งร้อยตัว ฉันต้องการหาม้าตัวที่หนึ่งร้อยหนึ่ง นี้คือความยากของฉัน
หกวันที่ฉันต้องหยุดนิ่ง และรอคอยมัน เป็นกาลอวกาศที่หนักอย่างที่สุด มันคือการพักผ่อนที่แปลกประหลาด มันหนัก มันนิ่งเงียบ
แต่เพราะผู้กระทำกับเหตุการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน
ชาญชัยต่างหากที่ยังเล่นม้าอยู่ ส่วนฉันเลิกเล่นมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่สี่สิบห้าปีก่อน มันเหมือนนิยายโกหก เพราะเห็นโทนโท่ว่าฉันเล่นม้าอยู่ ส่วนเขาเลิกเล่นแล้ว
ทำไมจักรวาลนี้จึงต้องเงียบอย่างนี้ด้วย
กลับไปขึ้นข้างบน
เพื่อนของนิพัทธ์
๑
ถ้านิพัทธ์กลับมาถึงบ้านคงแปลกใจ ที่เห็นฉันนอนในท่านี้
ฉันใส่แต่กางเกงขาสั้นตัวเดียว กับเสื้อยืดสีเทา นอนเอกเขนกอยู่บนเตียงไม้ไผ่ของเขา ราวหนึ่งกับว่าที่นี้คือบ้านของฉันเอง
มองดูท้องฟ้าสว่างจ้ายามบ่ายวันนี้ กับหุบเขาที่อยู่เบื้องหน้า ฉันนึกชมไม่ได้ว่าเขาฉลาดเหลือเกินที่หาบ้านอย่างนี้ได้ เขาบอกว่าในยามเช้าและยามเย็นจะเห็นหมอกหนาในหุบเขา และในคืนจันทร์เพ็ญ ก็จะสว่างด้วยแสงจันทร์ ดวงจันทร์ที่มองจากหน้าผานี้ จะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ เป็นโคมไฟที่ลอยขึ้นลง ราวกับว่าจะจับต้องได้
ฉันออกเดินตั้งแต่เช้ามืด เพราะกลัวหาบ้านของเขาไม่เจอ แต่ที่จริงฉันกลัวไปเอง จากแผนที่ที่เขาเขียนบอกในจดหมาย มันหาได้ไม่ยากนัก เพียงเดินเลยเที่ยงนิดหน่อยฉันก็มาถึงบ้านของเขา มันหาง่ายเพราะมันโดดเด่น ไม่เหมือนใคร มันเป็นถ้ำตื้นๆ ที่เว้าเข้าไปในหน้าผา หันหน้าออกไปสู่หุบเขา มองแต่ไกลก็เห็น เพียงแต่กว่าจะขึ้นมาได้ ฉันต้องเดินลัดเลาะเป็นเวลานานหลายชั่วโมง มองจากด้านล่างอาจคิดว่าไม่มีทางใดเดินขึ้นมาถึงได้
จากการอยู่เมืองกรุงมาตลอดชีวิต จนถึงวันนี้ในวัยห้าสิบปี ทำให้ฉันเหนื่อยกับการเดินมาก ทันทีที่มาถึงฉันก็รีบเปลี่ยนรองเท้ากับเสื้อผ้า แล้วนอนแผ่หลาบนเตียงของเขา แม้จะหลับตาแต่ก็ไม่หลับ รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้พบเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันยี่สิบห้าปี
คิดแล้วใจหาย ยี่สิบห้าปีมันนานมาก จนฉันคิดว่าเราคงไม่มีวันได้พบกันอีกแล้ว จากวัยหนุ่ม วันนี้ฉันเข้าใกล้ความเป็นคนแก่
เขาหายสาบสูญจากเพื่อนฝูง หลังจากที่เขาอกหัก เรารู้ว่าเขาเป็นคนอ่อนไหว อารมณ์รุนแรง เกลียดจริง รักจริง และเพราะไม่มีใครได้ข่าวจากเขาเลย เพื่อนบางคนเชื่อว่าเขาฆ่าตัวตายไปแล้ว ที่ไหนสักแห่ง ฉันรู้ว่าเขาหนีออกจากบ้าน แต่ไม่รู้ว่าไปไหน เมื่อเวลาผ่านไป ฉันเองก็พลอยเชื่อด้วยว่า เขาเสียชีวิตแล้ว
ทุกครั้งที่คิดถึงเขา ฉันสะเทือนใจเป็นพิเศษ ไม่เพียงเพราะเราเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่เพราะในช่วงสองปีหลัง เราหลงรักผู้หญิงคนเดียวกัน แต่ลงท้ายเราอดทั้งคู่ ตอนนั้นเราสองคนห่างกันออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
ฉันอกหัก เสียใจไม่นานนัก คงเป็นเพราะธรรมชาติของฉันเป็นคนอย่างนั้นเอง ไม่นานฉันก็ทำใจ แล้วหาใหม่ แต่เขาหายสาบสูญไปเลย มันไม่ใช่ความผิดของฉัน แต่มาวันนี้ฉันนึกเสียใจ ฉันไม่ควรไปรักผู้หญิงคนเดียวกับเพื่อนสนิทของฉันเลย วันนั้นฉันน่าเปิดทางให้เขา เป็นเพื่อนคู่คิด เป็นกำลังใจให้เขาจะถูกต้องกว่า แม้นั่นไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เขาได้เธอ แต่อย่างน้อยเขามีเพื่อนในยามปวดร้าว
ตอนนั้นเราต่างก็ตัวใครตัวมัน ต่างคนต่างหนีไปเลียแผลตัวเอง วันนั้นฉันช่วยอะไรเขาไม่ได้ ฉันหนีไปซ่อน แต่เขาหนีไปซ่อนตัวลึกกว่าฉันมาก
เมื่อฉันเดินเข้ามาในบ้านของเขา หรือที่จริงคือถ้ำของเขา มองไม่เห็นใครเลย ฉันเหลียวมองโดยรอบ เชื่อว่านี่เป็นบ้านของเขาที่บอกในจดหมาย แต่เพื่อความแน่ใจ ฉันเดินดูข้างในหนึ่งรอบ ฉันเห็นห้องที่เรียบง่าย มีเครื่องใช้ภายในเฉพาะที่จำเป็น หนังสือหนึ่งกอง และสิ่งหนึ่งที่สะเทือนใจฉัน มันคือภาพหมู่ของพวกเราเจ็ดคนสมัยที่เราอยู่ปีหนึ่ง ในนั้นฉันเห็นประเดิม จักรกฤษณ์
เอนก นุกูล วรนุช นิพัทธ์กับฉัน พวกเราเจ็ดคนสนิทกันมากที่สุดสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ไปไหนมาไหนด้วยกัน ตลอดเวลาสี่ปี
เด็กสาวท่าทางทอมๆในรูปภาพคนนั้น คือวรนุช เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม หลายปีแล้วที่ฉันไม่ได้พบเธอ รู้แต่ว่าเธอหย่าขาดกับสามี
ในห้องที่เกือบไม่มีอะไรนี้ เขากลับตั้งภาพถ่ายพวกเราเจ็ดคนไว้ แสดงว่าเขาแท้จริงยังคิดถึงพวกเราอยู่เสมอ แต่ทำไมเขากลับไม่เคยส่งข่าวคราวถึงใครเลย
วันนี้พวกเราหกคนเป็นนักกฎหมายตามความรู้ที่ได้เรียนมา เป็นทนายความสามคน อัยการสองคน ผู้พิพากษาหนึ่งคน แต่เขากลับกลายเป็นคนดอย
ตอนได้รับจดหมายเรียกตัวจากเขา ให้มาหาเขาบนภูเขาสูง ในจังหวัดแห่งหนึ่งในประเทศลาว ฉันทั้งดีใจและแปลกใจ ดีใจที่เขายังมีชีวิตอยู่ และแปลกใจว่าทำไมเขาเพิ่งติดต่อมา เหมือนหนึ่งว่าอยู่ๆเขาเพิ่งนึกขึ้นได้
ในจดหมายไม่ได้พูดถึงลูกเมียเลย เดินเข้ามาในที่อยู่ของเขา ฉันพอเดาออกว่าเขาอยู่คนเดียว เหมือนวันที่เขาเป็นนักศึกษา วันนี้เขาอายุห้าสิบแล้ว เท่ากับว่าเขาต้องการเป็นโสดตลอดชีวิต
หรือหลายสิบปีมานี้ เขายังไม่ลืมปรียา
ผู้หญิงคนนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับเราสองคน ที่จริงเธอทำให้ผู้ชายอกหักหลายคน เธอทั้งสวย ทั้งฉลาด และอารมณ์ร้ายกาจน่าดู แต่ผู้ชายหลายคนกลับพบว่านี้คือเสน่ห์ที่น่าหลงใหล รวมทั้งเราสองคน
ฉันวันนี้มีครอบครัวแล้ว มีเมียที่รักฉัน กับลูกสองคนที่เรียนจบแล้ว ฉันลืมปรียาเกือบสนิท วันนี้ฉันคิดถึงเธอด้วยความรู้สึกสนุก ในวัยหนุ่ม การได้รักได้หลงใครสักคน มันทำให้วันเวลาเหล่านั้นอยู่ในความทรงจำ เพียงแต่บาดแผลนั้นมีผลกับคนบางคนลึกอย่างเหลือเชื่อ บางคนฆ่าตัวตายเพราะความรัก และน้อยลงมานิดหนึ่ง ก็อย่างกรณีของนิพัทธ์ มันเปลี่ยนอนาคตของเขา
ไม่น่าเลย ฉันคิด เขาเป็นคนฉลาดและเก่งที่สุดในกลุ่มของเรา ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ฉันนอนคิด ไม่อาจข่มใจให้หลับได้
คิดถึงสองอาทิตย์ก่อน วันนั้นฉันได้รับจดหมายของเขา ชวนฉันให้มาเยี่ยมเขาบนภูเขาแห่งนี้ ฉันสะสางงานทั้งหมด แล้วรีบมา ด้วยความคิดถึงและอยากรู้ ปริศนาหนึ่งในใจของฉันกำลังจะถูกเปิดเผย
๒
ฉันไม่รู้ว่าเคลิ้มหลับไปนานเท่าไร ลืมตาอีกทีเห็นใบหน้าของนิพัทธ์
มันเป็นเวลาเย็นย่ำ ท้องฟ้าเหลือเพียงแสงสนธยา สภาพที่เขายืนอยู่ข้างเตียง พร้อมด้วยฟืนมัดใหญ่บนหลัง แสดงว่าเขาเพิ่งกลับเข้ามา จังหวะเดียวกับที่ฉันลืมตาตื่น พร้อมกับผวาลุกขึ้นยืน
เขาวางฟืนมัดนั้นลง เดินเข้ามาจับมือฉัน พร้อมกับเปล่งเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
ประพันธ์ นายนอนสบายยังกะบ้านของนายเองเลยนะ ฮะ ฮะ
เขาแก่ลงไม่น้อย แต่นั่นเป็นเพียงเพราะฉันมีภาพในวัยหนุ่มของเขาติดตา วันนี้เขาอายุห้าสิบปีแล้ว แต่เรือนร่างที่บึกบึน น้ำเสียงกังวาน และมือแข็งแรงที่จับอยู่ในมือของฉัน ทำให้ฉันรู้ว่าเขาสุขภาพดีเยี่ยม แต่ที่สำคัญคือความเบิกบานของเขา ทำให้ฉันรู้สึกความกังวลใจทั้งหมด เป็นเพียงสิ่งที่ฉันคิดไปเอง เขาอาจลืมความหลังไปหมดจดกว่าตัวฉันเสียอีก
ไอ้บ้าพัทธ์เอ๊ย นายนี่แย่มาก หายหัวไปจนเพื่อนๆนึกว่าตายห่าไปแล้ว
ฉันสบถ แม้ฉันจะใช้ถ้อยคำที่หยาบ แต่ใจจริงกลับรู้สึกตื้นตัน เหมือนจะร้องไห้ ฉันเอื้อมมือเข้าไปโอบกอดเขาไว้
ฉันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลย เมื่อตอนได้รับจดหมายจากนาย
เราสองคนทรุดตัวลงนั่งบนโขดหินเรียบนอกถ้ำ ฉันถาม
ทำไมนายไม่เขียนจดหมายมาก่อนหน้านี้ ตลอดยี่สิบห้าปีมานี้ นายอยู่ในภูเขานี้นะหรือ
พูดอย่างนั้นก็ได้ ฉันอยู่บนภูเขานี้มายี่สิบห้าปีแล้ว แต่บ้านหลังนี้ เพิ่งอยู่ได้สิบปีเอง
เขาเล่าให้ฉันฟังอย่างอารมณ์ดี เขาเล่าว่าที่นี่เวลานอนจะได้ยินเสียงลม โดยเฉพาะในยามกลางคืนกับเช้ามืด เหมือนหนึ่งว่าเป็นเสียงคลื่นในทะเล
สมัยแรกฉันอยู่ต่ำลงไปหน่อยทางด้านล่างของภูเขา ค่อยๆเรียนรู้ที่จะมีชีวิตเรียบง่าย มาถึงวันนี้ คล้ายกับฉันเลื่อนชั้นเรียน ขึ้นมาข้างบน มันเป็นการกระเสือกกระสน แต่ก็คุ้มค่า
แล้วทำไมไม่ส่งข่าวให้เพื่อนฝูง เราเป็นห่วงนายรู้ไหม มีแต่ข่าวลือเกี่ยวกับตัวนาย ส่วนใหญ่ไม่ดีทั้งนั้น
ฉันมองใบหน้าของเขานิ่ง
ไม่รู้เหมือนกันนะ ประพันธ์ ฉันอยู่ที่นี่ รู้สึกกาลเวลายี่สิบห้าปีผ่านไปเหมือนหมอก เพียงพริบตาเดียวจริงๆ บนนี้ฉันใช้ชีวิตอย่างสุขสงบ พูดตรงๆว่า ฉันเหมือนเพิ่งขึ้นมาได้ไม่กี่วัน
อะไรจะขนาดนั้น
ฉันอุทาน แล้วเราสองคนก็หัวเราะ คงเป็นเพราะฉันได้นอนหลับงีบใหญ่ ร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก ทั้งที่ตอนแรกขึ้นมาถึงรู้สึกเหนื่อยเหมือนใจจะขาด แต่ความรู้สึกของฉันขณะนี้เริ่มดีขึ้นมากแล้ว
ปรียาคนเดียว ทำให้นายหมดความอยากในผู้หญิงทั้งโลกเลยเชียวหรือ ตอนที่นายหนีมาที่นี่ เพราะหล่อนใช่ไหม
ใช่ ฉันหนีมาที่นี่เพราะเธอ ตอนนั้นฉันหมดหวังในชีวิต อยากไปที่ไหนก็ได้ให้ไกลที่สุด จะไปตายที่ไหนก็ช่าง แต่อีกใจหนึ่ง ฉันก็อยากเข้าไปหาธรรมชาติ ฉันจึงเดินหาภูเขาสูง ที่สงบเงียบ ไม่รู้เพราะอะไรชักพาฉันมาถึงที่นี่
ปีแรกฉันก็ยังคงอยู่อย่างคนมีความหลัง ใจของฉันห่อเหี่ยวและเฝ้าแต่คิดถึงเธอ ทุกคืนตลอดระยะเวลาเกือบปีที่ฉันฝันถึงเธอ แต่กาลเวลาทำให้ฉันค่อยๆลืมเลือนเธอไป ฉันหันมาสนใจสถานที่แห่งนี้แทน
เขาเล่าให้ฉันฟัง จากแววตาและน้ำเสียง ทำให้ฉันเชื่อสนิทว่าวันนี้เขาได้ผ่านวันนั้นมาแล้ว วันนี้ปรียาสำหรับเราสองคน เป็นเพียงเพื่อนคนหนึ่ง
ถ้านายไม่หลงผู้หญิงบนภูเขานี้ อะไรจะทำให้นายอยู่บนภูเขานี้ได้นานถึงยี่สิบห้าปี โดยลืมโลกภายนอก
ฉันไม่ได้หลงสาวที่นี่หรอก แต่นายพูดถูก ฉันหลงเพื่อนของฉันบนภูเขาแห่งนี้
เขาเหม่อมองไกลออกไปยังภูเขาข้างหน้า
กลางวันบนภูเขาแห่งนี้สวยงาม น่าสนใจ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า กลับเป็นยามกลางคืน เพราะเป็นเวลาที่ฉันไปเยี่ยมเพื่อนของฉัน เอาไว้สักครู่ฉันจะทำอาหารเย็นเลี้ยงนาย ทานเสร็จแล้ว ฉันจะพานายไปทำความรู้จักเพื่อนของฉัน
๓
เรามีไฟฉาย แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะคืนนี้ดวงจันทร์โตเป็นโคมไฟ ส่องให้เห็นทางสว่าง เราสองคนเดินลัดเลาะไปตามทางสายเล็ก บางครั้งขึ้น บางครั้งลง ฉันสังเกตว่าเรากำลังเดินไปยังอีกด้านหนึ่งของภูเขา
อีกไม่นานเราก็จะไปถึงบ้านของต้าฉี
ฉันคิดในใจว่าเพื่อนของเขาแท้จริงก็คือชาวเขาบนนี้นั่นเอง มันก็สมเหตุสมผล แต่เพื่อนคนนี้มีดีอะไรหรือ จึงทำให้เขาลืมวันลืมคืน
ฉันสังเกตว่าเขาเดินอย่างช้าๆ ที่จริงเราสามารถไปถึงจุดหมายได้เร็วกว่านี้ หากจะรีบ แต่เขามักหยุดชะงัด ชวนฉันชมภาพรอบด้าน สิ่งเหล่านั้น โดยเฉพาะใต้แสงจันทร์ยามนี้ มันเหมือนเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
ทำไมนกนางแอ่นที่นี่ไม่เหมือนนกนางแอ่นที่ฉันเคยเห็น
ฉันอดอุทานไม่ได้ ตอนนั้นฉันเห็นนกนางแอ่นบินผ่านไปหลายตัว
นายก็สังเกตเห็นเหมือนกันหรือ
เขาหัวเราะ
แต่นกพวกนี้ มันก็เป็นพันธุ์เดิมที่ฉันเคยเห็นนี่นา เช่นเดียวกับต้นสนสามใบพวกนี้ จะบอกว่าไม่เคยเห็นก็คงไม่ได้ แต่ทำไมต้นสนเหล่านี้ ก็เหมือนหนึ่งไม่เคยเห็น
ฉันยังคงสงสัย เขายิ้มแต่ไม่ตอบคำถามของฉัน
เราสองคนเดินคุยกัน บางครั้งก็หยุดยืนคุยเสียเฉยๆ อย่างนี้ตลอดทาง โดยไม่รู้ตัวเราเดินคุยกันนานเป็นชั่วโมง ฉันไม่รู้สึกร้อนใจเลย คิดว่าถึงบ้านของเพื่อนคนนี้ถึงจะอยู่ไกลสักหน่อย ก็ไม่แปลก
ในที่สุดเราก็หยุดยืนอยู่หน้ากระท่อมหลังหนึ่ง ภายในมีแสงไฟ มันเป็นบ้านธรรมดาที่สุดหลังหนึ่ง มีรั้วไม้เตี้ยๆล้อมรอบ รอบด้านก็ไม่มีทัศนียภาพพิเศษอะไร นิพัทธ์เดินเข้าไปอย่างคุ้นเคย เขาเคาะประตู
มีเสียงชายชราคนหนึ่งดังออกมาว่า
ไอ้หนูหรือ เข้ามาสิ
เขาผลักประตูเข้าไป ส่วนฉันเดินตามเข้าไปติดๆ มองเห็นชายชราผมขาวทั้งหัว ใส่เสื้อผ้าเรียบง่ายสีดำ นั่งอยู่ข้างกองไฟเล็กๆ ซึ่งยามนี้มีกาน้ำขนาดใหญ่หนึ่งกาตั้งอยู่ รอบกองไฟมีม้านั่งทำด้วยไม้เตี้ยๆสองสามอัน
วันนี้ผมมีเพื่อนมาด้วยครับ เขามาจากกรุงเทพฯ เราไม่ได้เจอกันยี่สิบห้าปีแล้ว
นิพัทธ์แนะนำตัวฉัน
เพื่อนผู้ชายข้าไม่อยากเห็นหรอก อยากเห็นเพื่อนผู้หญิง
ชายชราคนนั้นตอบหน้าตาเฉย แล้วหัวเราะเอิกอ๊าก พอเราสองคนทรุดตัวลงนั่ง ไม่ทันไรเขาก็หันไปพูดกับนิพัทธ์อีกว่า
บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่า ให้ชวนสาวๆชาวเขามาด้วย ถึงจะสนุก
ฉันนั่งมองภาพข้างหน้าด้วยความพิศวง ฉันคิดไม่ถึงว่าเพื่อนของนิพัทธ์จะแก่อย่างนี้ ท่าทางเขาคงอายุเจ็ดแปดสิบแล้ว ในวูบแรกฉันคิดว่าเขาคงเป็นนักปราชญ์ที่ซ่อนตัวอยู่บนภูเขา แต่นั่งฟังเขาสองคนคุยกันสักครู่ก็ไม่เหมือน พวกเขาคุยเรื่องไร้สาระ ที่ร้ายยิ่งกว่าคือชายชราคนนี้ชอบคุยเรื่องลามก แม้ว่าจะเป็นเพียงการคุยสนุกที่ไม่มีพิษไม่มีภัย แต่มันดูไม่สมวัยของเขาเลย
นิพัทธ์จัดแจงรินน้ำชาร้อนๆใส่ถ้วยใบเล็ก ให้กับพวกเราทั้งสามคน แล้วพวกเราก็ต่างจิบชา มองดูกองไฟในความมืด ฉันสังเกตว่าเขาสองคนสนิทสนมกันมาก และคุยกันอย่างถูกคอ หัวเราะร่วนตลอดเวลา
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป เราสองคนก็ลากลับ เดินฝ่าความมืดและความหนาวเย็นของภูเขา เราเดินไปเรื่อยบนทางคดเคี้ยว
ฉันแปลกใจว่าทำไมชายชราธรรมดาอย่างนี้นะหรือ ที่ทำให้นายลืมกาลเวลายี่สิบห้าปี มันไม่น่าเชื่อ
เรื่องมันยาวนะ ยี่สิบห้าปีก่อนนั้น ฉันมาถึงภูเขานี้โดยความบังเอิญ ไม่รู้จักใครเลย เดินขึ้นเขามา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะนอนไหน ฉันมีถุงนอนหนึ่งใบ กะว่านอนไหนก็ได้ แต่แล้วคืนนั้นฉันพบเขา เขาชวนฉันนอนด้วยในบ้านของเขานั่นแหละ
นิพัทธ์เล่าความหลัง
ตอนนั้นฉันเป็นคนอกหัก ต้าฉีเขาเข้าใจฉันนะ เขาชวนฉันคุยเรื่องสนุกมากมาย และชวนฉันให้อยู่กับเขา ทำไปทำมาฉันพักอยู่กับเขาหลายเดือน และทุกคืน เขาพาฉันไปเยี่ยมเพื่อนของเขา
เพื่อนของเขา
ฉันอุทาน เพิ่งสังเกตว่าเราไม่ได้กำลังเดินกลับบ้าน
ใช่ เขาสำคัญยิ่งกว่าต้าฉี ฉันจะพานายไปรู้จักต้าเย๋า
๔
บ้านของต้าเย๋าไม่ไกลจากบ้านของต้าฉีเท่าไรนัก ประมาณสิบห้านาทีต่อมา เราก็มาถึงบ้านอีกหลังหนึ่ง ที่อยู่สูงกว่า และหันหน้าออกไปสู่หุบเขาเช่นกัน ฉันคิดว่าบ้านหลังนี้ดูสวยงามกว่าบ้านหลังแรก แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้ฉันแปลกใจมากนัก
นิพัทธ์เดินเข้าไปเคาะประตู ไม่มีเสียงตอบรับ แต่เขาก็ผลักประตูเข้าไปอย่างถือวิสาสะ คงเป็นเพราะเขาทำเช่นนี้ทุกคืน แล้วเราก็มานั่งล้อมวงกองไฟเล็กๆเหมือนเมื่อกี้ นั่งกินน้ำชาร้อนๆ กับชายชราผมขาวอีกคนหนึ่ง
นิพัทธ์แนะนำตัวฉันเหมือนเมื่อกี้ ฉันจ้องมองต้าเย๋าด้วยความสนใจ เขาเงียบขรึมกว่าชายชราคนแรกมาก มองดูอายุคงใกล้เคียงกัน ผมหงอกขาวเต็มหัว เรือนร่างผอมสูง หน้าตาดูงามสง่ากว่า เขาพูดไม่กี่คำ น้ำเสียงอ่อนโยน
แต่พวกเขาสองคนก็ไม่ได้คุยเรื่องปรัชญาอะไรเลย นอกจากเรื่องดินฟ้าอากาศ กับเรื่องไร้สาระไม่กี่เรื่อง จากนั้นก็เป็นการนั่งกินน้ำชาร้อนๆ ไม่มีอะไรอื่นอีก
อากาศบนภูเขาหนาวเย็น ฉันไม่รังเกียจการดื่มน้ำชาร้อนๆถ้วยแล้วถ้วยเล่า มันเป็นความสุขสงบอย่างหนึ่ง แต่ใจของฉันก็ยังคงพิศวง อะไรทำให้เพื่อนของฉัน หยุดอยู่ที่นี้เป็นเวลายี่สิบห้าปี และดูเหมือนจะตลอดชีวิตที่เหลือของเขา
หนึ่งชั่วโมงต่อมา เราเดินออกจากบ้านของต้าเย๋า กลับมาเดินเล่นใต้สายลมเย็น อีกครั้งที่เราเดินไปตามทางคดเคี้ยว
ฉันสังเกตเห็นอย่างหนึ่งว่าที่นี้ ในบ้านสองหลังที่ผ่านมานี้ ฉันกับนิพัทธ์ล้วนกลายเป็นไอ้หนู นี้เป็นความสุขที่น่าประหลาดอย่างหนึ่ง เพราะปีนี้ฉันอายุห้าสิบปีแล้ว ไม่คิดว่าคืนนี้ฉันกลายเป็นเด็กน้อยในสายตาของสองผู้เฒ่า อย่างช้าๆ ฉันคิดถึงความเมตตาของพวกเขา
ต้าเย๋าอายุเก้าสิบปีแล้วละ เขาแก่กว่าต้าฉีสิบปี
ตอนหนึ่งนิพัทธ์เล่าให้ฉันฟัง
แต่ดูไม่ออกนะ ฉันว่าเขาดูแข็งแรงกว่าต้าฉีเสียอีก
ฉันออกความเห็น
ใช่ เขาเป็นคนสุขภาพดีมาก เขาเป็นคนจิตใจดีมากเลยนะ สุภาพ เงียบขรึม ฉันรักเขามาก นายอาจไม่สังเกตว่าเขามีความรู้สึกต่อสภาพดินฟ้าอากาศลึกซึ้งเหลือเกิน ทุกสายลม สายฝน การเคลื่อนไหวนิดเดียวของเมฆหมอก เขาล้วนรู้สึกได้ แต่การรับรู้เหล่านี้ นายต้องอยู่กับเขานานๆ แล้วนายจะเรียนรู้เอง ฉันเรียนรู้จากเขาหลายสิ่ง เขาเป็นทั้งเพื่อนและครูของฉัน
เมื่อฉันมาถึงภูเขานี้ สิ่งแรกที่กระทบใจฉันคือ การนอนหลับ
นายรู้ไหม สมัยฉันอยู่กรุงเทพฯ แม้จะไม่มีเรื่องของปรียา ฉันก็นอนไม่ค่อยหลับ มันมีความเครียดบางอย่างรบกวนจิตใจของฉัน จะบอกว่าเพราะงานเยอะไม่ว่าง ก็ไม่จริง เพราะบางวันฉันมีเวลาว่าง แต่พอมีเวลาว่าง ฉันก็ต้องรีบดูหนัง ดูทีวี ราวหนึ่งกับว่าฉันหวาดกลัวความว่างเสียเหลือเกิน จริงนะ ความเครียดอันนั้น มีความเป็นมาลึกกว่าคำว่าไม่ว่าง
มันมาจากอารยะธรรมมนุษย์เอง
ฉันคิดเสมอว่าอารยะธรรมของมนุษย์อยู่ในกรุง เป็นสิ่งยิ่งใหญ่ แต่ต่อมาฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า อะไรคือความหมายของอารยะธรรม มันน่าจะเป็นสิ่งที่ตอบสนองสิ่งพื้นฐานของชีวิต
ฉันฟังอย่างเพลิดเพลิน ไม่อยากขัดจังหวะของเขา
แต่ชีวิตในกรุงนั้น ตอบสนองได้เพียงบางสิ่ง และบางสิ่งก็มีมากเกินไป บางสิ่งกลับบกพร่อง เช่นการนอนหลับ ฉันเพิ่งนอนหลับสนิทเป็นครั้งแรกบนภูเขาแห่งนี้ นี้คือความประทับใจแรกของฉัน ต่อมาฉันก็พบมิตรภาพ
สิบห้านาทีผ่านไป ฉันสังเกตว่าเรากำลังเดินลัดเลาะไปตามทางที่ไม่เคยเดิน ฉันถาม
นี่เรายังไม่กลับที่พักหรอกหรือ
ยัง ฉันยังไม่ได้แนะนำนายให้รู้จักเพื่อนที่สำคัญที่สุดของฉันเลย
ฉันอดหัวเราะไม่ได้
เพื่อนคนนี้ คงไม่ได้แก่กว่าต้าเย๋าหรอกนะ
เขายิ้มในความมืด
นายเดาถูกแล้วละ โอไน่เป็นรุ่นพี่ของต้าฉีและต้าเย๋า เธอเป็นยายแก่อายุร้อยกว่าปี
๕
นายมีเพื่อนกี่คนกันแน่ บนภูเขาแห่งนี้
ระหว่างทาง ฉันอดถามเขาไม่ได้
ฉันมีเพื่อนหกเจ็ดคน แต่ที่สำคัญที่สุดมีสามคน คือต้าฉี ต้าเย๋า กับโอไน่ คืนนี้ฉันตั้งใจพานายไปทำความรู้จักให้ครบสามคน
คำตอบของเขาทำให้ฉันนิ่งเงียบไป ฉันจมอยู่ในความคิด
ไม่นานเราก็มาถึงบ้านของโอไน่ มันเป็นบ้านที่ไม่แตกต่างเท่าไรนักกับบ้านสองหลังที่ฉันเห็น ที่จริงบ้านของพวกเขาอยู่ไม่ห่างกันมากนัก แม้ว่าบ้านของโอไน่ ดูเหมือนจะอยู่ไกลและลึกเข้าไปในป่าอีกหน่อย แต่ก็ห่างจากบ้านของต้าเย๋าประมาณครึ่งชั่วโมง หากเราเดินช้าๆใต้แสงจันทร์
นิพัทธ์เคาะประตู คราวนี้มีเสียงเรียกไอ้หนูดังออกมา แล้วเราก็เข้าไป บ้านทั้งสามหลังนี้ล้วนไม่ได้ล็อกประตู
เจ้าของบ้านเป็นหญิงชรา ผมขาวเป็นสีเงิน มันเป็นความขาวที่เป็นประกาย เธอนั่งตัวตรง ดวงตายังเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิต เธอยิ้ม และฉันเห็นว่าฟันของเธอยังแข็งแรง ขาว สวย ข้างหน้าของเธอเป็นหม้อน้ำนมถั่วเหลืองขนาดใหญ่ กับกองไฟตรงกลางห้อง
ไอ้หนู เข้ามากินน้ำนมถั่วเหลืองของยาย
เธอชักชวน เราสองคนทรุดตัวลงนั่งรอบวงเหมือนเคย เพียงแต่คราวนี้เราสองคนดื่มน้ำนมถั่วเหลืองแทนน้ำชา
อาจเพราะฉันเหนื่อย หรือเพราะความเย็นแห่งอากาศบนภูเขา หรือความรู้สึกตื่นเต้นในอะไรบางอย่างของคืนนี้ ฉันพบว่านี้เป็นน้ำนมถั่วเหลืองที่อร่อยที่สุดในชีวิต ฉันคนเดียวดื่มสองถ้วยใหญ่
นอกจากการดื่มน้ำนมถั่วเหลืองแทนน้ำชาแล้ว อย่างอื่นก็คล้ายคลึงกัน นิพัทธ์เหมือนอยู่กับย่าหรือยายที่สนิทสนม สองคนคุยกันซุบซิบ มาถึงตอนนี้ฉันไม่สนใจฟังว่าพวกเขาคุยอะไรกัน เพราะฉันประเมินได้ว่า มันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญของชีวิตประจำวัน
หนึ่งชั่วโมงต่อมา เราก็ออกมาเดินเล่นชมจันทร์กันอีกครั้ง คราวนี้เรากำลังเดินมุ่งหน้ากลับหน้าผาที่เป็นบ้านพักของนิพัทธ์ มันเป็นเวลาใกล้เที่ยงคืนแล้ว
เธออายุเท่าไรแล้ว
ฉันถามอีก
ที่จริงฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าเธอเป็นรุ่นพี่ของต้าฉีและต้าเย๋า ตัวเธอเองก็จำไม่ได้ ฉันเชื่อว่าเธอต้องมีอายุเกินหนึ่งร้อยปี แต่เกินเท่าไรฉันไม่รู้
เธอแข็งแรงมากเลยนะ ความจำยังดีเยี่ยม นี่เธอต้มน้ำนมถั่วเหลืองนี้เองจริงๆหรือ
ฉันถามอีก
ใช่ เธอทำทุกวันแหละ เอาไว้กินเองและไว้ขายเพื่อนบ้าน เราทุกคนล้วนมาอุดหนุนน้ำนมถั่วเหลืองของเธอ อย่าว่าแต่เรื่องแค่นี้เลย เธอใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนทุกคน บางวันเธอยังเดินมาหาฉันถึงที่พักของฉัน นายคิดดู เธอเดินขึ้นลงบนภูเขานี้ได้เหมือนคนอื่น
จริงหรือ
ฉันอุทานด้วยความตกใจ หลับตาคิดถึงภาพแม่เฒ่าอายุร้อยกว่าปีเดินขึ้นลงบนภูเขาตามลำพัง คิดแล้วฉันเกิดความตื้นตันใจ คืนนี้ยาวนานกว่าที่ฉันคิด
ประพันธ์ นายคิดว่าในหนึ่งชีวิตนี้ มีสักกี่ครั้งที่เราจะได้นั่งกินน้ำนมถั่วเหลืองที่ทำให้เรา โดยหญิงแก่อายุร้อยกว่าปี เราไปหาที่ไหนไม่ได้ในโลก
ฉันสนิทกับต้าฉีก่อน แล้วเขาก็พาฉันมาทำความรู้จักกับเพื่อนบนภูเขานี้ มีห้าหกคน แต่ที่สำคัญที่สุดคือสองคนที่ฉันพามา
ฉันเรียนรู้จากต้าเย๋าเหมือนเป็นครูของฉัน แต่ในขณะเดียวกัน บางสิ่งบางอย่างบนภูเขานี้ก็เป็นครูของฉัน นายวันหนึ่งจะเข้าใจว่าทำไมต้นไม้ใบหญ้าที่นี่แตกต่างจากที่อื่น เพราะเรามีสมาธิมากกว่าเดิมนั่นเอง เวลานั่งคุยเรื่องธรรมดากับเพื่อน เกิดความลึกมากกว่าปกติ ส่วนโอไน่นั้น เพียงแค่ฉันคิดถึงกิริยาของเธอ ไม่ว่าเธอจะทำอะไร ล้วนทำให้พลังงานในชีวิตของฉันเปลี่ยนรูป แค่ฉันคิดว่าคืนนี้ฉันจะไปนั่งกินน้ำนมถั่วเหลืองที่ยายทำให้ฉันกิน แค่ดูกิริยาที่เธอนั่ง ยืน เดิน หยิบข้าวของด้วยตัวเอง ช่วยตัวเองทุกอย่าง ฉันรู้สึกเหมือนได้เรียนรู้อะไรไม่สิ้นสุด มันเป็นการเรียนรู้ด้วยการมองดูเท่านั้นเอง ไม่ใช่ด้วยการอ่านหรือคิด มันคือการมองและรู้สึก
โอไน่จึงเหนือกว่าครู
ฉันไม่มีสิทธิอ่อนแอ หรือท้อแท้ ฉันจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร ในเมื่อหญิงชราอายุร้อยกว่าปี เธอช่วยตัวเองได้ทุกอย่าง ฉันจำได้ ทุกวันเกิดของฉัน เธอจะทำขนมเค๊กให้ฉันหนึ่งชิ้น นายเข้าใจไหมว่ามันมีความหมายยังไง
มองดูผิวเผินเหมือนบนนี้จะไม่ค่อยมีกิจกรรมอะไร แต่ด้วยสัมพันธภาพพิเศษเหล่านี้ ฉันพบว่ามีกิจกรรมเยอะแยะทำไม่หมด นอกจากการดำรงชีวิตให้ดีแล้ว ที่เหลือจะเกี่ยวกับเพื่อนของฉัน เหมือนหนึ่งฉันมีหน้าที่อะไรมากมายบนภูเขานี้
เสียงของนิพัทธ์ตอนนี้เปี่ยมไปด้วยความรู้สึก ถึงตอนนี้ดูเหมือนฉันเริ่มเข้าใจเขามากขึ้น
พวกเขาสามคนอยู่บนภูเขานี้ตั้งแต่เกิดเลยหรือ
ฉันถามอีก
โอ เปล่าเลย ในทางตรงกันข้าม ในวัยหนุ่มสาว พวกเขาล้วนเคยอยู่บนที่ราบ ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงพูดภาษาไทยไม่ได้ ที่จริงพวกเขาผ่านอะไรมามาก แต่ท้ายที่สุด เมื่ออายุมากขึ้น พวกเขาก็ถอยขึ้นภูเขา และลึกยิ่งขึ้นเรื่อยๆ วันนี้พวกเขาคงไม่ไปไหนแล้ว
วันหนึ่งฉันบอกต้าเย๋าว่า ที่นี่คือตาพายุ ไม่ว่าโลกภายนอกจะปั่นป่วนบ้าคลั่งเพียงไหน ที่นี่ก็ยังคงสงบเหมือนเดิม ความสงบนี้เกิดจากมิตรภาพ เป็นรัศมีแผ่ออกไปรอบข้าง
๖
คืนนี้เรามีเรื่องคุยกันมากมาย แล้วอยู่ๆเขาก็ถามขึ้น
หลังๆมานี้ นายเคยเจอปรียาไหม
ฉันตอบ
ตั้งแต่เธอแต่งงานกับผู้ชายคนนั้น เราก็แทบไม่เคยเจอกันเลย แต่ฉันเคยเจอเธอกับสามีโดยบังเอิญสองครั้ง เธอดูไม่เปลี่ยนเลย ยังสวย ดุ และเข้าใจยากเหมือนเดิม แต่สามีของเธอตัวดำ อ้วน ลงพุง และหน้าบอกบุญไม่รับ
เธอมีความสุขดีไหม
นิพัทธ์ถาม
ไม่รู้เหมือนกัน เรามีเวลาคุยกันน้อย แต่เธอไม่มีลูก ถึงวันนี้ฉันได้แต่มองชีวิตคู่ของแต่ละคนด้วยความพิศวง มันเป็นสิ่งอธิบายไม่ได้ ทำไมเธอเลือกผู้ชายคนนี้ ไม่เลือกฉันหรือนาย
ฉันเล่าให้ฟังด้วยความรู้สึกแปลกๆ อาจเพราะแสงจันทร์ ทำให้มนุษย์คิดถึงความหลัง อดีตอยู่ไกลห่างเพียงแค่อยู่บนภูเขาอีกลูกหนึ่ง
นิพัทธ์ก็คงเช่นกัน เขาคิดถึงความหลัง
ปีแรกที่ฉันขึ้นมาที่นี่ ฉันฝันถึงปรียาทุกคืนเลย บางครั้งฉันฝันประหลาด ฉันฝันว่าฉันไปหาเธอที่บ้านทุกวัน แต่บ้านของเธอก็ปิดประตูแน่น และล็อกกุญแจ เวลาผ่านไป วันหนึ่งฉันตัดสินใจปีนหน้าต่างเข้าไปในห้องของเธอ อยากรู้ว่าเธออยู่บ้านหรือเปล่า ฉันพบว่าบนเตียงนอนของเธอ กลับมีกิ้งก่ายักษ์ตัวหนึ่งนอนอยู่ ดวงตาดุร้าย พองโต แลบลิ้นยาว เหมือนมันกำลังหิวกระหาย
แต่จากดวงตาคู่นั้นเอง ฉันรู้ว่ากิ้งก่าตัวนี้คือปรียา ฉันไม่รู้หรอกว่าอะไรเป็นต้นเหตุ ทำให้เธอเปลี่ยนรูปร่าง แต่ฉันไม่รู้สึกกลัว นายจำได้ไหมว่าปรียาเป็นผู้หญิงที่ยากเหลือเกินที่เราจะเข้าใกล้ตัวเธอได้ และยากมากที่จะเข้าใจจิตใจของเธอ ในความฝันฉันจึงดีใจที่เธอเปลี่ยนร่างเป็นกิ้งก่า เพราะฉันจะได้อยู่ใกล้เธอ
ฉันไม่กล้าบอกใคร เพราะกลัวว่าคนอื่นจะฆ่าเธอ หรือจับสัตว์ประหลาดตัวนี้ไปเก็บไว้ในสวนสัตว์ ฉันจึงเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ทุกวันฉันจะซื้ออาหารไปฝากเธอ นอนใกล้ๆ เอามือลูบไล้เกล็ดตามร่างของเธอ
ฉันฝันซ้ำซากอย่างนี้หลายครั้ง เหมือนนวนิยายที่อ่านต่อเป็นตอนๆ ในตอนกลางวัน บางครั้งฉันเร่งอยากให้ถึงกลางคืนเร็วๆ ฉันคิดว่าคืนนี้เป็นอีกคืนหนึ่งที่ฉันต้องเอาอาหารไปให้เธอ
แต่แล้ววันหนึ่งเธอก็อ้าปากกว้างด้วยความหิวโหย เหมือนเธอเบื่ออาหารที่ฉันนำไปให้ แววตาของเธอเหมือนมีความปรารถนาอะไรบางอย่าง
ในวูบนั้น ฉันเข้าใจว่าเธอต้องการอะไร เธอต้องการตัวฉันเป็นอาหาร และฉันก็ยินดี ฉันคิดว่า ความสุขรองลงมาจากการได้เธอเป็นคู่ชีวิต คือการตกเป็นอาหารของเธอ ภาพในความฝันสุดท้าย คือเธออ้าปากสีม่วงกว้าง กลืนฉันเข้าไปในความมืด
มันเป็นความสุขอย่างประหลาด เป็นความสุขครั้งสุดท้ายและความทรงจำสุดท้ายที่ฉันมีต่อเธอ
นักจิตวิทยา อาจมีอะไรให้วิเคราะห์ความรู้สึกของฉัน แต่จากนั้นมาฉันก็เลิกฝันถึงเธอ เหมือนว่ามาถึงที่สุดแล้ว มันเป็นเวลาหนึ่งปีพอดี จากนั้นฉันก็เปลี่ยนไปมาก ฉันเริ่มต้นชีวิตใหม่บนภูเขาลูกนี้
คืนนี้ช่างยาวนานจริงๆ ฉันยืนฟังความฝันของเขา
๗
ฉันเขียนจดหมายถึงนาย แท้จริงฉันมีจุดประสงค์
เล่ามาถึงตอนนี้ ฉันเงี่ยหูฟัง
วันหนึ่งฉันคิดถึงพวกนายหกคน เพื่อนสนิทที่เราเคยคบกันในวัยหนุ่มสาว และฉันคิดว่าอายุของพวกนายก็มากแล้ว หากวันใดพวกนายเป็นอิสระจากพันธะแห่งชีวิต และรู้สึกชีวิตบั้นปลายมีความหงอยเหงา ไม่รู้จะทำอะไร ฉันขอเสนอให้พวกนายมาอยู่กับฉันที่นี่
นายคิดอย่างนั้นจริงๆหร